การซื้อรถหนึ่งคัน ต้องมีค่าใช่จ่ายเพิ่มเติมอะไรบ้าง

การซื้อรถหนึ่งคัน ต้องมีค่าใช่จ่ายเพิ่มเติมอะไรบ้าง

การมีรถยนต์เป็นของตัวเองสักคันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  เนื่องด้วยยุคปัจจุบัน ค่าครองชีพสูง น้ำมันแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนมองว่ารถยนต์มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวัน เพราะมีความสะดวกสบาย และมีความปลอดภัยในการขับขี่มากกว่ารถจักรยานยนต์ ปัจจุบันรถยนต์มีหลายแบรนด์มีให้เลือกใช้งาน แล้วทำไมอัตราการซื้อรถยนต์สูงขึ้นในปีที่น้ำมันแพง  อย่างช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆออกมาแต่ในการซื้อรถยนต์ไม่ได้มีเพียงแค่ค่าผ่อนกับค่าน้ำมันยังมีค่าใช่จ่ายอื่นๆตามมา เช่น

ค่าต่อพรบ.รายปี

ผู้คนที่ขับขี่รถบนท้องถนน จะต้องได้รับความคุ้มครอง เป็นค่ารักษาพยาบาลในกรณีบาดเจ็บ และค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต โดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด ซึ่งบริษัทประกันจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัยบนท้องถนน หรือทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่บริษัทได้รับคำร้องขอมา

รถยนต์โดยสาร ที่นั่งไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง) จะต้องเสียค่าทำพรบ.ปีละ 600 บาท

Cr.pic:https://www.tqm.co.th/blog/

ค่าประกันภัยรถยนต์

การประกันภัยเพื่อคุ้มครองความสูญเสียหรือเสียหายอันเกิดจากการใช้รถ ซึ่งได้แก่ ความสูญเสียหรือเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์ ได้แก่ความเสียหาย บุบสลาย หรือสูญหายของตัวรถยนต์  นอกจากนี้ ความสูญเสียหรือเสียหายที่รถยนต์ก่อให้เกิดขึ้นแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก รวมทั้งบุคคลที่โดยสารอยู่ในรถยนต์นั้น แต่การเลือกประกันภัยรถยนต์มีตั้งแต่ประกันภัยชั้นหนึ่งถึงชั้นสามอีกด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนใขของบริษัทผู้ทำประกัน

Cr.pic: https://www.oic.or.th/th/consumer

ค่าเช็คระยะ

การนำรถเข้าเช็คระยะตามกำหนดที่เหมาะสมนั้นมีส่วนช่วยยืดอายุการทำงานของรถยนต์ จากกิจวัตรประจำวันของเราที่ใช้รถยนต์ในการเดินทางอาจทำให้อะไหล่สึกหลอจนส่งผลต่อระบบอื่น ๆ ดังนั้นการตรวจเช็คจึงช่วยให้เรารู้ว่ามีระบบไหนที่เริ่มเสื่อม ช่างจะทำการประเมินสภาพรถ และทำการเปลี่ยนอะไหล่หรือซ่อมบำรุงให้ นอกจากนี้การเช็คระยะรถยนต์ยังสิ่งสำคัญในการนำรถเข้าเช็คระยะตามกำหนดที่เหมาะสมยังทำให้ผู้ขับขี่อย่างเราสบายใจในสมรรถนะของรถยนต์ซึ่งหลายๆคนมองข้ามไป

Cr.pic: https://www.dlt.go.th/

 ค่าล้างรถ ดูดฝุ่น

สำหรับราคาล้างรถ ดูดฝุ่น โดยส่วนใหญ่จะเป็นราคาที่คิดกันตามประเภทรถยนต์ เริ่มประมาณหลัก 150 – 300 บาท ขึ้นอยู่กับค่าแรง  เครื่องมือ อุปกรณ์ รวมถึงน้ำยาในการทำความสะอาด และความพึงพอใจของคุณด้วย เพราะบางคนบอกว่าล้างเองไม่สะอาด เรียบร้อยเท่าที่ร้านทำให้นั้นเอง

Cr.pic: https://www.tqm.co.th/blog/

ค่าเปลี่ยนยางตามระยะ

โดยปกติแล้วยางรถยนต์ควรเปลี่ยนทุก ๆ 3-5 ปี หรือการขับขี่ที่เกิน 50,000 กิโลเมตรขึ้นไป เพราะยางอาจเกิดการสึกหลอ ถ้าไม่เปลี่ยนอาจเกิดอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นได้ควรเลือกให้เหมาะสมกับประเภทรถยนต์ที่ใช้งาน โดยสำหรับค่าใช้จ่ายหลักในการเปลี่ยนยางรถยนต์คือ ค่ายางรถยนต์และค่าช่างซึ่งขึ้นอยูกับประเภทรถและค่ายางรถยนต์ที่เหมาะสมกับรถของคุณ

Cr.pic: https://car.kapook.com/

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

ซวยแน่ๆ ถ้าไม่รู้เรื่องนี้จอดรถในที่ห้ามจอดถูกชน ความโชคร้ายเยอะกว่าที่คุณคิด 

ซวยแน่ๆ ถ้าไม่รู้เรื่องนี้จอดรถในที่ห้ามจอดถูกชน ความโชคร้ายเยอะกว่าที่คุณคิด 

แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ที่คิดว่าตัวเองนั้นจอดรถเอาไว้ในพื้นที่ที่น่าจะปลอดภัยที่สุด แต่ถูกชนก็คงจะคิดว่าตัวเองถูกแต่อันที่จริงแล้ว ถ้าหากคุณอยู่ในพื้นที่ที่ห้ามจอดก็ต้องบอกเลยว่างานนี้นั้นคุณอาจจะต้องคิดหนักกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะข้อกฎหมายต่างๆ ที่เลือกประโยชน์ให้กับพื้นที่ตามกฎจราจร 100% และถ้าหากคุณทำผิดกฎจราจรแล้วละก็ งานนี้บอกเลยว่าโชคไม่ดีของแท้อย่างแน่นอน ซึ่งเราจะมาเปิดเผยถึงพื้นที่จอดรถยนต์ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งบอกได้เลยว่าถ้าหากคุณไปจอดตามจุดเหล่านี้ถือว่าโชคร้ายมาก ถ้าหากถูกเฉี่ยวชน 

สถานที่ที่ไม่ควรจอดรถโดยสาร ซึ่งเกิดอันตรายแล้วคุณเสียเปรียบ 100% 

บริเวณที่ไม่เหมาะเป็นอย่างมากในการจอดรถ ซึ่งมีพระราชบัญญัติตั้งแต่ปี 2522 ในมาตราที่ 57 ได้บัญญัติเอาไว้ว่าการใช้ยานพาหนะนั้นไม่ควรจะจอดในพื้นที่ต่างๆ ดังต่อไปนี้ 

  1. บนทางเท้า 
  • บนสะพาน หรืออุโมงค์ 
  • บริเวณทางแยก ไม่ควรจอดใกล้เกิน 10 เมตร 
  • ในพื้นที่บริเวณหน้าจอ 
  • จอดรถขวางหัวดับเพลิง 
  • จอดรถในพื้นที่รถประจำทางจอด 
  • จอดรถกีดขวางการจราจร 

ข้อควรระวังทางด้านกฎหมาย และค่าปรับ 

สำหรับการจอดรถในลักษณะนี้ก็ต้องบอกเลยว่า ถ้าหากคุณเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจคุณอาจจะถูกค่าปรับได้ 

ซึ่งบอกเลยว่าค่าปรับเหล่านั้น จะขึ้นอยู่กับการกระทำผิดแต่ละเงื่อนไข แต่ตามกฎหมายโทษนั้นจะอยู่ไม่เกินอัตราจำนวนเงินไม่ถึง 500 บาท 

ซึ่งบอกเลยว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงพอสมควร และเราก็หวังว่าทุกคนนั้นจะไม่ขับรถไปจอดในบริเวณตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ห้ามจอดเหล่านี้กัน ซึ่งบอกเลยว่าจะปลอดภัยมากๆ กับทั้งกระเป๋าสตางค์ของคุณ และรถยนต์ของคุณอย่างแน่นอน 

ถ้าหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นฝั่งไหนจะเป็นฝ่ายถูก 

นักขับขี่รถยนต์ท่านใดที่จอดรถบริเวณที่ห้ามจอดแล้วถูกเฉี่ยวชน ก็ต้องบอกเลยว่าขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะว่าตามกฎหมายนั้นจะเข้าข้างผู้ที่ขับรถถูกกฎจราจรเพียงเท่านั้น 

ซึ่งถ้าหากคุณจอดรถไว้ในบริเวณที่ห้ามจอดแล้วถูกเฉี่ยวชน ทางด้านคู่กรณีจะไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไร  และในบางครั้งอาจจะต้องมีค่าซ่อมแซมชดเชยให้กับคู่กรณีอีกด้วย 

และนอกเหนือจากนี้สิ่งที่ทำให้หลายๆ คนนั้นเศร้าใจหนักกว่าเดิมนั่นก็คือ ประกันภัยส่วนใหญ่ประมาณ 70% จะไม่จ่าย ถ้าหากคุณขับรถโดยประมาท ซึ่งการจอดรถในพื้นที่ห้ามจอดก็ถือว่าเป็นความประมาทอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นพึงระวังไว้ให้ดี 

สรุป ความน่าสนใจของการจอดรถอย่างถูกต้อง 

แน่นอนว่าท่านใดที่กำลังชะล่าใจคิดว่าตัวเองนั้นไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร เกี่ยวกับการจอดรถในพื้นที่ห้ามจอด เราก็ขอให้คุณนั้นไตร่ตรองดูสักนิด ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นในช่วงเวลาที่คุณเผลอแล้วละก็ งานนี้มีแต่เสียกับเสีย ซึ่งบอกเลยว่าไม่คุ้มอย่างแน่นอนเพราะฉะนั้นคุณควรระวัง 

ขอขอบคุณภาพจาก https://pixabay.com/

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ Lexus UX เริ่มมีตัวเลือกกำลังการผลิตน้อยลงปี 2023

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ Lexus UX เริ่มมีตัวเลือกกำลังการผลิตน้อยลงปี 2023

                Lexus UX เข้าสู่รุ่นปี 2023 ด้วยการเปลี่ยนแปลงมากมายแต่มีตัวเลือกระบบส่งกำลังน้อยลง อย่างน้อยที่นี่ในสหรัฐอเมริกาที่เปิดตัวในวันศุกร์ 2023 UX จะถูกนำเสนอเฉพาะในรุ่น UX 250h ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งหมายความว่าระบบส่งกำลังไฮบริดมาตรฐานประกอบด้วย ขนาด 2.0 ลิตร inline-4 ที่เพลาหน้าและมอเตอร์ไฟฟ้าที่เพลาหลังซึ่งสร้างระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดถนน กำลังสูงสุดรวม 181 แรงม้า

ระบบส่งกำลังไม่เปลี่ยนแปลงจากรุ่นปัจจุบัน แต่วิศวกรของ Lexus ได้พยายามปรับปรุงประสิทธิภาพของ UX โดยการปรับแต่งแชสซี ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงการตอบสนองต่อพวงมาลัย ความเสถียรในการจัดการ และคุณภาพการขับขี่ การปรับแต่งที่สำคัญอย่างหนึ่งคือความแข็งแกร่งของโครงสร้างที่ได้รับการปรับปรุง ทำได้โดยการเชื่อมจุดเพิ่มเติม 20 จุดเข้ากับร่างกาย Lexus เสนอแพ็คเกจ F Sport Handling สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพเพิ่มเติม เพิ่มระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ตพร้อมแดมเปอร์แบบปรับได้ การย้ายภายในนั้น 2023 UX มีระบบสาระบันเทิงของ Lexus เวอร์ชันล่าสุด รวมถึงหน้าจอขนาดมาตรฐาน 8 นิ้วหรือหน้า

จอขนาด 12.3 นิ้วที่มีจำหน่าย หน้าจอมีคุณสมบัติการสัมผัส หมายความว่าไม่จำเป็นต้องใช้คอนโทรลเลอร์ทัชแพดแบบเก่าอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีผู้ช่วยเสียงใหม่ที่ตอบสนองต่อการแจ้งเตือนต่างๆ เปิดใช้งานด้วยวลีง่ายๆ เช่น “เฮ้ Lexus” แท่นชาร์จไร้สายสำหรับอุปกรณ์พกพา ขั้วต่อ USB สองช่อง และรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto การปรับปรุงระบบความปลอดภัยยังได้รับการปรับปรุงด้วยกล้องและระบบเรดาร์ที่ได้รับการอัพเกรด นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มฟังก์ชันควบคุมความเร็วเข้าโค้งที่ทำให้รถเคลื่อนตัวก่อนเข้าโค้งได้ช้าลงในระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับได้ 2023 UX จะวางจำหน่ายช่วงปลายฤดูร้อนนี้ ข้อมูลราคาจะประกาศเมื่อใกล้เปิดตัวตลาด

2023 UX 250h ใหม่ นำเสนอรูปแบบการใช้ชีวิตในเมืองและปรับปรุงไดนามิกในการขับขี่สำหรับรุ่นปีที่กำลังจะมาถึง การปรับปรุงสำหรับรถไฮบริดครอสโอเวอร์มอบสิ่งที่แขกกำลังมองหาด้วยการเพิ่ม Lexus Interface, หน้าจอสัมผัสที่ใหญ่ขึ้น และระบบ Lexus Safety System+ 2.5 รถจะวางจำหน่ายในช่วงปลายฤดูร้อนปี 2022

รุ่น 2023 UX 250h F Sport ยังได้รับการออกแบบและแพ็คเกจการจัดการ อดีตเพิ่มล้อเฉพาะของ F Sport กระจังหน้า หลังคาสีดำ ซุ้มล้อทำสี และของอื่นๆ เช่น หลังคามูนรูฟ ที่ปัดน้ำฝนแบบตรวจจับน้ำฝน และการปรับระดับไฟหน้าอัตโนมัติ ยิ่งไปกว่านั้น F Sport Handling ยังเพิ่มแดมเปอร์ประสิทธิภาพและระบบกันสะเทือนแบบแอคทีฟแบบแปรผัน นอกจากนี้ยังมีการอัพเกรดภายในห้องโดยสารด้วยเบาะนั่งแบบ F Sport ระบบทำความร้อนและระบายอากาศ พวงมาลัย หัวเกียร์ และแป้นเหยียบอะลูมิเนียม Lexus ยังไม่ได้ประกาศราคาสำหรับ 2023 UXh แต่ก่อนหน้านี้ UX ไฮบริดทริม UX ที่ถูกที่สุดคือ UX 250h เริ่มต้นที่ 36,825 ดอลลาร์ และเราไม่คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก 2023 UXh จะวางจำหน่ายช่วงปลายฤดูร้อนนี้

Source : https://www.motorauthority.com/news/1135849_2023-lexus-ux-250h-hybrid

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า VW เปิดตัวรถยนต์ที่ตอบโจทย์ Off-Road มากขึ้น

                บทความที่มีการเล่าเกี่ยวกับรถกระบะแบบ Off-Road ที่กำลังพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบในอเมริกา จะมี Hummer, Bronco และ Blazer กลับมาอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอันเป็นผลมาจากการเติบโตของ SUV อย่างต่อเนื่อง International Harvester Scout เป็นรายต่อไป และมันจะเป็นแบบไฟฟ้า ซึ่งได้มีข้อมูลจาก The Wall Street Journal รายงานเมื่อวันอังคารว่าคณะกรรมการของ Volkswagen Group คาดว่าจะให้ไฟเขียวในวันพุธที่จะมีการฟื้นคืนชีพของ Scout โดยอ้างถึงคนที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้อย่างดีว่าจะเริ่มทำออกมาอย่างเป็นทางการ

เรียกว่าเป็นข่าวดีอย่างมาก สำหรับ Volkswagen Group ที่ต่อมาในวันนั้น VW ยืนยันข่าวลือและยืนยันว่าจะมีทั้ง SUV และรถกระบะ ผู้ผลิตรถยนต์ยังได้จัดเตรียมภาพร่างทีเซอร์ของรถทั้งสองคัน VW Group เป็นเจ้าของสิทธิ์ในชื่อ Scout ที่แปลว่า “ลูกเสือ” ผ่านการเป็นเจ้าของ Navistar ซึ่งก่อตั้งขึ้นจาก International Harvester ในทศวรรษ 1980 และผู้ผลิตรถยนต์ได้ใช้ชื่อนี้แล้วในประวัติศาสตร์ล่าสุดในรถยนต์บางรุ่นจากแบรนด์ Skoda แผนดังกล่าวคือการให้ Scouts สมัยใหม่ได้รับการออกแบบ ออกแบบ และผลิตในสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นที่ตลาดในท้องถิ่น จะมีการจัดตั้งบริษัทแยกต่างหากในสหรัฐอเมริกาเพื่อดูแลการฟื้นฟูกิจการของ Volkswagen Group ภายใต้รุ่น Scout

Volkswagen Group ภายใต้รุ่น Scout  จะเป็นยานพาหนะจะใช้แพลตฟอร์มใหม่ที่ VW Group กล่าวว่าจะนำ “รถกระบะใหม่และความน่าเชื่อถือ [รถเอนกประสงค์ที่ทนทาน]” มาสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ของแพลตฟอร์มที่มีอยู่ของผู้ผลิตรถยนต์ การเปิดตัวผ่านสื่อต่างๆ ของ Volkswagen Group ภายใต้รุ่น Scout มีความน่าสนใจและน่าจับตาไม่น้อย

“บริษัทที่เราจะก่อตั้งในปีนี้จะเป็นหน่วยงานและแบรนด์ที่แยกจากกันภายใน Volkswagen Group เพื่อให้บริหารจัดการอย่างอิสระ” Arno Antlitz CFO ของ VW Group กล่าวในแถลงการณ์ “สิ่งนี้สอดคล้องกับรูปแบบการบังคับเลี้ยวของกลุ่มใหม่: หน่วยขนาดเล็กที่ ดำเนินการอย่างคล่องตัวและเข้าถึงแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของเราเพื่อใช้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกัน” ในขณะเดียวกัน แม้จะมีแผนชัดเจน แต่อาจจะไม่ใช่ปีนี้ที่จะเจอ

หากใครรอ อย่าเพิ่งตื่นเต้นเกินไป Scout รุ่นใหม่รุ่นแรกจะยังไม่ครบกำหนดในปี 2026 อย่างไรก็ตาม ต้นแบบจะเปิดตัวในปีหน้า VW ล้อเลียนแนวคิดในการขายรถกระบะในสหรัฐอเมริกามาหลายปีแล้ว และในเดือนเมษายน หัวหน้าท้องถิ่นของแบรนด์ Scott Koegh กล่าวว่ารถกระบะไฟฟ้าอาจเป็นประโยชน์สำหรับแบรนด์นี้ นอกจากนี้ยังมีรายงานของ VW ที่เปิดตัว VW Thing ที่เกิดใหม่ในรูปแบบ EV โมเดลที่สื่ออารมณ์ได้ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นเพื่อเปิดตัว EVs ที่สื่ออารมณ์มากขึ้น คอยติดตาม Volkswagen Group ภายใต้รุ่น Scout  ให้ดีๆ ล่ะ

Source : https://www.motorauthority.com/news/1135825_vw-reviving-scout-as-ev-sub-brand-for-off-road-pickup-and-suv

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

เคล็ดลับการดูแลฟิล์มกรองแสงของคุณ และวิธีการตรวจเช็คว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้วหรือยัง 

เคล็ดลับการดูแลฟิล์มกรองแสงของคุณ

สิ่งหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ที่มีรถยนต์ขาดไม่ได้ นั่นก็คือฟิล์มกรองแสง แน่นอนว่าอากาศบ้านเราร้อนมาก จึงทำให้ใครหลาย ๆ คนนั้นประสบปัญหาทางด้านฟิล์มกรองแสงรถยนต์เสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว ในบทความนี้เราจะมาขออธิบายวิธีการดูแลฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่ดี และมีคุณภาพคุณนั้นสามารถทำตามได้โดยทันที และแน่นอนว่าสามารถช่วยให้คุณนั้นยืดอายุการใช้งาน และตรวจสอบฟิล์มกรองแสงของคุณได้อีกด้วยว่าในปัจจุบันถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแล้วหรือยัง 

1. ระยะเวลาฟิล์มกรองแสงมาตรฐาน กี่ปีถึงเปลี่ยนครั้ง 

ระยะเวลามาตรฐานฟิล์มกรองแสงแบบมาตรฐาน ถ้าหากเราซื้อฟิล์มที่มีคุณภาพจะสามารถใช้งานได้อย่างน้อย 5 – 10 ปีขึ้นอยู่กับการดูแลการใช้งานในปัจจุบัน แน่นอนว่าจะขึ้นอยู่กับความร้อนที่เราใช้งานขับขี่ และรวมไปถึงสภาพอากาศในปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากคุณนั้นดูแลรักษาเป็นอย่างดี ก็จะสามารถช่วยยืดอายุได้นานเกือบ 10 ปีกันเลยทีเดียวกับฟิล์มกรองแสงมาตรฐานคุณภาพดีในปัจจุบัน 

2. การสังเกตการเสื่อมสภาพของฟิล์มกรองแสงรถยนต์ด้วยสี 

สำหรับสีของฟิล์มกรองแสงรถยนต์นั้นสามารถบ่งบอกข้อมูลได้หลากหลายอย่างมากไม่ว่าจะเป็น ฟิล์มกรองแสงของคุณนั้นใกล้หมดอายุ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงของความหนาของชั้นสีที่ลดต่ำลง เรื่องนั้นไม่ค่อยน่าแปลกใจอะไรถ้าหากใช้มาเป็นเวลา 4-5 ปี และอีกสิ่งหนึ่งที่ควรระวัง นั่นก็คือฟิล์มกรองแสงที่ไม่มีคุณภาพ ถูกย้อมสีมา ซึ่งนั่นอาจจะเป็นอันตรายกับสายตา และอุณหภูมิภายในรถของคุณ 

3. ลักษณะของฟิล์มกรองแสงที่ควรจะเปลี่ยน 

สำหรับฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่ไม่มีคุณภาพ หรือฟิล์มกรองแสงที่ใช้มาเป็นเวลานานแล้วหมดสภาพ ก็จะมีลักษณะดังต่อไปนี้ 

  • ไม่ว่าจะเป็นทางด้านฟองอากาศที่ขึ้นอยู่ตามบริเวณของฟิล์มกรองแสงที่อยู่ภายในของคุณ ซึ่งนั่นหมายถึงการขยายตัวของออกซิเจนที่อยู่ภายในฟิล์ม และแผ่นฟิล์มนั้นไม่มีประสิทธิภาพ 

ซึ่งถ้าหากเกิดปัญหาเหล่านี้ เราก็ขอแนะนำให้คุณนั้นรีบเปลี่ยนฟิล์มกรองแสงโดยด่วน เพราะนั่นอาจจะส่งผลเสียตอนที่ใช้งานรถยนต์ของคุณ ซึ่งจะบดบังการมองเห็นมากพอสมควร และอีกอย่างหนึ่ง ฟิล์มกรองแสงเหล่านั้นแทบจะไม่เป็นประโยชน์ในการช่วยกรองแสงของคุณอีกต่อไป เพราะฉะนั้นขอแนะนำให้คุณเปลี่ยนฟิล์มกรองแสงใหม่ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่รถยนต์ของคุณ 

สรุปความน่าสนใจของการดูแลฟิล์มกรองแสงและการเปลี่ยนที่ถูกต้อง 

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ หลายคนนั้นอาจจะมองข้ามความสำคัญ แต่อันที่จริงแล้วเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยให้คลายความร้อนได้บนถนนการขับขี่ของเมืองไทย แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากหมดสภาพจากการใช้งานปกติทั่วไปก็คงจะไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นเราขอแนะนำให้คุณนั้นศึกษาข้อมูลเหล่านี้ และทำตาม รับรองได้เลยว่าจะมีประโยชน์กับตัวคุณอย่างแน่นอน 

ขอขอบคุณภาพจาก https://pixabay.com/

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

การดับเครื่องยนต์ในช่วงเติมน้ำมันส่งผลดีมากกว่าที่คุณคิด 

การดับเครื่องยนต์ในช่วงเติมน้ำมันส่งผลดีมากกว่าที่คุณคิด

สิ่งที่ใครหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ และยังไม่ทราบ นั่นก็คือ การเติมน้ำมันอย่างถูกต้อง คุณควรจะดับเครื่อง ใช่แล้วคุณอ่านไม่ผิดแต่อย่างใด นี่ถือว่าเป็นมารยาทอีกอย่างหนึ่ง และยังมีข้อดีด้วยนะในการช่วยทำให้เครื่องยนต์ของรถคุณนั้นทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่นั้นไม่ค่อยใส่ใจกัน ซึ่งในครั้งนี้เราจะมาอธิบายถึงข้อดีเหล่านี้กัน ซึ่งเรียกได้ว่าถ้าหากคุณทำตาม จะสามารถช่วยให้รถของคุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยประหยัดได้รอบด้านกันเลยทีเดียว 

1. ดับเครื่องเติมน้ำมันช่วยป้องกันอุบัติเหตุ ที่จะเกิดขึ้นได้ 

การดับเครื่องในช่วงการเติมน้ำมันนั้น สามารถทำให้คุณนั้นลดความเสี่ยงทางด้านอุบัติเหตุได้มากถึง 90 % ที่จะเกิดขึ้นจากการจุดระเบิด และการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ในช่วงขณะที่กำลังเติมเชื้อเพลิงอยู่ในปัจจุบัน 

ซึ่งนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดได้น้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามก็เคยเกิดขึ้นอยู่ดี ซึ่งบอกเลยว่าเหตุการณ์ที่เกิดอุบัติเหตุในลักษณะนี้ความเลวร้ายของสภาพโดยรวมนั้นแทบดูไม่ได้ ซึ่งถ้าหากคุณนั้นต้องการความปลอดภัยจากการใช้รถ และการเติมเชื้อเพลิง ขอแนะนำให้คุณดับเครื่องรถยนต์ของคุณก่อนเติมทุกครั้งนี่แหละปลอดภัยที่สุดเลย 

2.ช่วยให้ระบบการวัดระดับเชื้อเพลิงของคุณทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น 

วิธีนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งในการช่วยถนอมอุปกรณ์ ตรวจเช็คเชื้อเพลิงภายในรถของคุณ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะมีการใช้ระบบการตรวจสอบในแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อที่แตกต่างกัน ซึ่งในบางครั้งอาจจะส่งผลเสียได้ แต่ถ้าหากคุณดับเครื่องรถยนต์ในช่วงเวลาเติมเชื้อเพลิง แน่นอนว่าจะช่วยลดปัญหาอาการรวนของระบบการตรวจสอบเชื้อเพลิงของคุณในอนาคตได้อย่างแน่นอน ซึ่งสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน 

3. ช่วยให้คุณไม่สร้างความรำคาญให้กับผู้ร่วมใช้สถานีบริการเชื้อเพลิง

แน่นอนว่าสถานที่ปั๊มน้ำมันหรือสถานีเติมเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ คุณนั้นไม่ใช่ลูกค้าเพียงคนเดียว ซึ่งถ้าหากคุณนั้นสตาร์ทรถยนต์เอาไว้ตลอดเวลา อาจจะทำให้หลาย ๆ คนนั้นรู้สึกกังวลใจ และมีความเสี่ยงเป็นอย่างมากในการใช้บริการร่วมกับคุณ ซึ่งในบางครั้งอาจจะทำให้เกิดเสียงดังรำคาญใจ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากคุณสะดวกที่จะดับเครื่องก่อนเติมเชื้อเพลิงก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ซึ่งสามารถช่วยให้ภายในสถานีเติมเชื้อเพลิงและจุดนั้นลดความเสี่ยง และทำให้ไม่มีมลภาวะทางเสียงอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว 

สรุปความน่าสนใจของ การดับเครื่องยนต์เวลาเติมเชื้อเพลิง 

ก็ต้องบอกเลยว่าถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังคิดจะไปเติมเชื้อเพลิงในครั้งต่อไป ขอแนะนำให้คุณนั้นดับเครื่องยนต์ก่อนนี่แหละดีที่สุดเลย เพราะว่าจะสามารถช่วยป้องกันอุบัติเหตุ และสามารถช่วยทำให้รถยนต์ของคุณใช้งานได้ดีมากยิ่งขึ้นในระบบตรวจเช็คเชื้อเพลิงในอนาคตอย่างแน่นอน ลองไปทำตามกันดู มีประโยชน์จริงบอกเลย

ขอบคุณภาพฟรี:  https://pixabay.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

4 วิธี Take care รถให้แลดูเหมือนใหม่

4 วิธี Take care รถให้แลดูเหมือนใหม่

สำหรับคนรักรถแล้วเรื่องราวของการดูแลรถยนต์ หรือ ทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงมากอย่างหนึ่งเมื่อทุกท่านนั้นได้ซื้อมาแล้วนอกจากการใช้งานที่ได้ประโยชน์เป็นที่สุดจากยานยนต์ดังกล่าวนี้ ในการเดินทางสัญจรไปทั่วทิศตามใจคุณตามใจปรารถนา ถ้าหากคุณอยากจะให้ยานพาหนะคู่ใจแลดูงดงามสะดุดตาเหมือนใหม่อยู่เสมอ เราจะมีวิธีการเเนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับขั้นตอนการดูแลรถยนต์ ที่ทำดูเหมือนใหม่แบบง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านเพื่อรถคันเก่งของคุณเชิญทางนี้เลย

1. การดูแลสมรรถภาพรถยนต์

โดยรวมแล้วนอกจากทางเรื่องราวของภายนอก ที่จะต้องดูสวยงามโฉบเฉี่ยวสะดุดตาทางด้านสภาพของสมรรถนะและของเครื่องยนต์นั้นก็ต้องมีการดูแลที่ดียิ่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งควรจะต้องตรวจเช็คกับ 2 จุดนี้เป็นอย่างดีกันดีกว่านะ

  • น้ำมันเครื่อง

ส่วนเจ้าน้ำมันเครื่องนี้อาจจะมีหน้าที่เปรียบเสมือนกับร่างกายมนุษย์ นั่นก็คือจะเป็นระบบเลือดที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงภายในของเครื่องยนต์ อีกทั้งยังจะมีความสำคัญทางด้านการช่วยลดอัตราของการสึกหลอซึ่งถ้าคุณไม่ยอมเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง อาจจะต้องตามมาด้วยปัญหาจุกจิกอย่างมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าควรเปลี่ยนอยู่ตามรอบที่กำหนดอย่างเคร่งครัดเลยนะ

  • ยางรถยนต์

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องดูแลให้ดีเช่นกัน เพราะถ้าอยากให้มีการขับขี่ไปบนท้องถนนอย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงให้เกิดความปลอดภัยในทุกครั้ง ควรจะเช็คลมยางอย่างสม่ำเสมอ และตรวจดูสภาพลมยางก่อนเดินทางทุกครั้ง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเกี่ยวกับการเดินทางได้มากยิ่งขึ้น

2 การดูแลความสะอาดห้องโดยสารก็นับได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก

นอกจากสีสันของรถยนต์ภายนอกที่สะดุดตา หรือสภาพเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพ อย่างหนึ่งที่ควรจะให้ความสนใจไม่น้อยนั่นก็คือ เราจะต้องโฟกัสไปที่ความสำคัญของภายในรถยนต์ ไม่จะเป็นที่วางขา เบาะ หรือกระทั่งแผงคอนโซลภายในรถยนต์ซึ่งสามารถทำความสะอาดได้อย่างง่ายๆ นั่นก็คือ

  • ใช้ผ้าชุบน้ำเพื่อทำความสะอาด

ภายในรถยนต์ ในจุดที่ต้องการความสะอาดนั้นควรใช้น้ำเปล่าที่สะอาด ไม่จำเป็นที่จะต้องผสมน้ำยา

เช็ดในจุดที่สามารถทำความสะอาดได้อย่างง่ายดาย โดยต้องระวังอย่าให้เปียกจนเกินไป

  • เช็คเพื่อดูดฝุ่นในการทำความสะอาดให้ทั่วทุกจุด

ควรจะใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นที่ติดตามซอกลึกให้ครบทุกจุด เพื่อจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจายของฝุ่นทั่วไป โดยตั้งแต่เบาะที่นั่งคนขับจนถึงบริเวณที่วางเท้า ซึ่งจะต้องไม่ลืมดูดฝุ่นที่บริเวณใต้พื้นพรมอีกด้วยนะบอกเลย

3 หยุดพฤติกรรมทำร้ายรถ

ถ้าคุณเป็นผู้หนึ่งซึ่งมีความรัก และปรารถนาที่จะใช้งานรถยนต์คู่ใจของคุณไปนานแสนนานแล้วละก็คุณจะต้องไม่ บรรทุกของหนัก หรือบรรทุกเกินอยู่เสมอ โดยถ้าหากทำบ่อยๆ อาจจะต้องเจอกับปัญหาโช๊คที่จะพังเร็วกว่าที่ควร หรือปัญหายางที่เสื่อมประสิทธิภาพเร็วกว่ากำหนดอีกด้วย

สรุป 

ที่นี้ทุกท่านคงจะทราบในขั้นตอนการดูแล และจุดต่างๆ ในการรักษารถ หรือยานพาหนะสุดรักคันเก่งของคุณกันมาบ้างแล้ว ซึ่งถ้าหากอยากจะใช้สารเคมีใดๆ ควบคู่ กับการถนอมรถในรูปแบบอื่นๆ ก็สามารถใช้เทคนิคต่างๆ เข้ามาร่วมด้วยตามอัธยาศัยได้เลยนะ เพราะไม่ว่าอย่างไรทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่ดีต่อรถยนต์ เสมอถ้าหากคุณอยากจะพบเจอกับเคล็ดลับดีๆ อย่าลืมติดตามข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ที่ทางเราจะนำมามอบให้อยู่เสมอเลยนะ ที่นี่

ขอขอบคุณภาพจาก https://pixabay.com/

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

4 มุมอับบดบังทัศนะวิสัย กวนใจผู้ใช้รถ

4 มุมอับบดบังทัศนะวิสัย กวนใจผู้ใช้รถ

          บทความสาระน่ารู้เรื่องรถวันนี้ เรามาพูดคุยกันเรื่องของ มุมอับในรถที่บดบังทัศนะวิสัยกวนใจผู้ใช้รถ มาแบ่งปันกัน เพราะสาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เราควรระวังมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นความบกพร่องของผู้ขับขี่รถเอง เช่นการหลับใน การเมาแล้วขับ การขาดความระมัดระวัง

หรือการไม่เคารพกฎจราจร นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุที่ไม่ควรมองข้ามคือ มุมอับของรถที่บดบังทัศนะวิสัย แม้ว่ารถยนต์ค่ายดังๆจะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีและมีนวัตกรรมใหม่ๆ ใช้เพื่อลดอันตรายจากมุมอับสายตาเวลาขับรถ แต่ก็ยังช่วยไม่ได้ทั้งหมด จึงอยากจะฝากผู้ขับขี่ทุกคนให้ได้ศึกษาเอาไว้จะได้หาวิธีหลบเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ทีนี้มาดูกันว่ามุมอับมุมใดบ้างที่เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้

          1.มุมอับของกระจกมองข้าง เมื่อเราใช้กระจกมองข้าง สิ่งที่เราจะเห็นคือรถที่ตามมาในเลนด้านข้าง ค่อนไปทางหลังทั้งซ้ายและขวา แต่คันที่วิ่งเลยมาข้างหน้า อาจจะมองจากกระจกมองข้างไม่เห็น เพราะอยู่นอกรัศมีการสะท้อนของกระจก และถ้าเรามองจากกระจกด้านข้างเราจะไม่เห็นรถมอเตอร์ไซด์ที่เลนขวา และไม่เห็นรถยนต์ที่ขับคู่มาในแลนซ้าย จึงแนะนำให้มองออกไปยังถนนจริงๆ โดยไม่ใช้กระจกมองข้าง ทั้งนี้เพื่อช่วยให้สามารถตัดสินใจให้ดีขึ้น

            2.มุมอับหน้ารถ การมองเห็นด้านหน้ารถ อาจถูกบังด้วยเสาA  คู่แรกจากด้านหน้าที่ใช้สำหรับติดตั้งกระจกบานหน้า หรือคู่หน้านั่นเอง รถยนต์บางรุ่นมีเสาA ที่มีขนาดใหญ่ที่หนาขึ้นกว่าเดิม เพื่อเสริมความปลอดภัย แต่ก็จะบดบังทัศนะวิสัย ทำให้สายตาของเรามองไม่เห็น เช่นทางด้านขวาของตัวรถจะมีบางมุมที่เสาA บังอยู่ เมื่อผู้ขับขี่จะเลี้ยวรถ หรือกลับรถก็จะมองไม่เห็นสิ่งกีดขวาง หรือรถที่ขับตามมาในมุมนั้น ทางแก้คือให้ปรับเบาะให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เอนหรือตรงมากเกินไป และให้อาศัยการหันไปมองข้ามหัวไหล่ก็จะช่วยในการลดอันตรายได้

            3.มุมอับของกระจกมองหลัง ตำแหน่งของกระจกมองหลังถูกออกแบบมาเพื่อให้มองเห็นรถที่วิ่งตามมาในช่วงหลังของรถ ซึ่งจำเป็นอย่างมากในการใช้ขับแซง การเปลี่ยนเลน หรือการถอยรถ เพราะจะมีมุมอับบางจุดเกิดขึ้น เช่น เวลาที่เราขับอยู่ในเลนกลางแล้วรถที่ตามมาขับแซงขึ้นมาเร็วๆ เราอาจจะต้องใช้วิธีมองกระจกด้านข้างช่วย และอย่าขับเร็วเกินไปในช่วงที่มีรถขับมา

            4.มุมอับของการขับตามรถที่ใหญ่กว่า ข้อนี้ไม่ได้เกิดจากรถของเราโดยตรง แต่มีโอกาสพบบ่อยและอันตรายมาก เพราะการขับตามรถที่มีขนาดใหญ่ทำให้เรามีทัศนะวิสัยที่แย่ลง และมีการตัดสินใจได้ยากขึ้น ทางที่ดีควรพยายามหาจังหวะแซง หรือค่อยๆ ตามอย่างระมัดระวังและลดความเร็วลง

            มุมอับทั้ง 4 มุมที่เอามาฝากในวันนี้ ทำให้พบเจออุบัติเหตุได้บ่อยและต้องระวัง และอีกหนึ่งอย่างที่จะช่วยได้คือ ต้องตั้งสติก่อนสตาร์ท เวลาขับรถควรควบคุมความเร็ว และมีสมาธิในเวลาขับรถ อย่าเล่นโทรศัพท์ อย่าวอกแวก หมั่นมองรอบๆข้างและมองกระจกหลายๆบาน เพื่อช่วยในการตัดสินใจ และช่วยให้ปลอดภัยขึ้นได้

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

วิธีเอาตัวรอด เมื่อรถยางระเบิดขณะขับขี่

วิธีเอาตัวรอด เมื่อรถยางระเบิดขณะขับขี่

          สาระน่ารู้เรื่องรถครั้งนี้ เราเอาเรื่องของ วิธีเอาตัวรอดและแนวทางที่ต้องปฏิบัติ เมื่อยางรถระเบิดในขณะที่กำลังขับขี่มาฝากกัน และแม้ว่าคุณกำลังขับรถ วิธีสังเกตง่ายๆ ว่า ยางรถข้างในของคุณที่ระเบิด คือ  คุณต้องจำไว้ว่า ไม่ว่ายางเส้นไหนจะระเบิด ไม่ว่าจะเป็นการระเบิดที่ยางล้อหน้าหรือยางล้อหลัง รถจะเกิดปฏิกิริยาดังนี้ ถ้ายางรถระเบิดที่ด้านขวา รถก็จะมีอาการแฉลบไปทางด้านขวาก่อน แล้วจึงจะสะบัดมาทางด้านซ้าย ก่อนที่จะสะบัดกลับไปทางด้านขวาที่ล้อระเบิดอีกครั้ง

 คือรถจะสะบัดสลับกันไปมา แต่ในทำนองตรงกันข้ามถ้ายางรถระเบิดทางด้านซ้ายอาการสะบัดของรถก็จะสะบัดกลับกันในทิศทางตรงกันข้าม ถ้าสังเกตอาการสะบัดตามหลักการดังกล่าวนี้ได้ คุณก็จะรู้ได้ทันทีว่ายางรถด้านไหนของคุณที่ระเบิด รู้ก่อนที่คุณจะมีโอกาสได้ลงไปดูด้วยตาคุณเอง เมื่อสามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัยแล้ว

          แล้วจะต้องทำอย่างไรบ้าง? ถ้ายางรถระเบิดในขณะที่คุณกำลังขับรถอยู่ มาดู 8 ข้อที่คุณต้องทำกัน

          1.มือทั้งสองของคุณต้องจับอยู่ที่พวงมาลัยอย่างมั่นคง อย่าตกใจ หรือหักพวงมาลัยเพราะจะทำให้เสียหลัก แล้วพุ่งชนสิ่งรอบๆตัวได้

            2.ถอนคันเร่งออก หลายคนเวลาตกใจมักเหยียบคันเร่ง จะทำให้ยิ่งอันตราย

            3.ควบคุมสติให้ดีอย่าได้ตกใจ คอยสังเกตมองกระจกหลังเพื่อให้ทราบว่ามีรถใดตามมาด้านหลังบ้าง

            4.แตะเบรกอย่างแผ่วเบา และแตะถี่ๆ อย่าแตะแรงเป็นอันขาด เพราะจะทำให้รถเกิดการหมุน

            5.ห้ามเหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาด เพราะการเหยียบคลัตช์จะทำให้รถไม่เกาะถนน เกิดการลอยตัวและบังคับรถได้ยากมากยิ่งขึ้น อาจจะเสียหลัก เพราะการเหยียบคลัตช์เป็นการตัดแรงบิดของเครื่องยนต์ให้ขาดออกจากเพลา

            6.ห้ามดึงเบรกมือเป็นอันขาด เพราะจะทำให้รถหมุน อย่าลืมว่ามันคือชีวิตจริงไม่ใช่ภาพยนตร์ Fast อย่างที่ได้ชมกัน

            7.เมื่อความเร็วรถลดลงพอประมาณแล้วให้เปิดสัญญาณเลี้ยวเข้าข้างทางซ้ายมือ

            8. เมื่อความเร็วลดระดับลงจนควบคุมได้แล้วให้เปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำลงและหยุดรถ

            ทั้งหมดคือทางรอดทั้ง 8 ข้อที่คุณต้องทำเมื่อรถยางแตกขณะที่คุณกำลังขับขี่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้คุณสามารถทำตามทั้ง 8 ข้อที่แนะนำนี้ได้คือ คุณต้องมีสติ อย่าใช้อารมณ์ในขณะเกิดเหตุ คุณถึงจะสามารถทำตาม 8 ข้อที่บอกมาได้

            และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หมั่นตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์ของคุณให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานและมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ ไม่เช่นั้นจะเข้าทำนองเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย และเมื่อขับขี่รถยนต์ทุกครั้งอย่าลืมปฏิบัติตามกฎจราจร และมีน้ำใจกับผู้ขับขี่ที่ใช้ถนนร่วมกันด้วย

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

3 วิธีการตรวจสอบหม้อน้ำแบบง่ายเพื่อความปลอดภัย

3 วิธีการตรวจสอบหม้อน้ำแบบง่ายเพื่อความปลอดภัย

วิธีการเช็คหม้อน้ำ และวิธีการตรวจสอบความปลอดภัยในปัจจุบัน ก็ต้องบอกเลยว่ามีหลากหลายวิธีมากไม่ว่าจะเป็นการเข้าศูนย์ตรวจสอบตรวจเช็คแบบมาตรฐาน และการใช้วิธีการสังเกตโดยรวม ด้วยวิธีการเบื้องต้น รวมไปถึงการตรวจสอบแบบมืออาชีพแบบช่างมือโปร แน่นอนว่าแต่ละวิธีนั้นก็ล้วนแล้วแต่ได้ผลดีอย่างแน่นอนในการรักษา และดูแลในการตรวจเช็คหม้อน้ำของคุณ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเป็นมือใหม่แล้วก็ขอแนะนำ 3 วิธีง่าย ๆ ที่คุณนั้นสามารถสังเกตได้ทุกวันก่อนที่จะขับขี่ ซึ่งจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงกับปัญหาของหม้อน้ำได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ ก็มีวิธีการดังต่อไปนี้ 

1. การตรวจเช็คระดับหม้อน้ำเป็นประจำ 

เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องที่ต้องทำก่อนการขับขี่ในแต่ละวัน นั่นก็คือการตรวจสอบระดับของหม้อน้ำอย่างเหมาะสม แน่นอนว่าสำหรับรถใหม่ ๆ ก็คงจะไม่ค่อยจำเป็นสักเท่าไร แต่อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำให้คุณตรวจเช็คทุกวันนี่แหละดีที่สุดเลย ซึ่งด้วยวิธีนี้จะสามารถช่วยให้รถของคุณนั้นระบายความร้อนได้ดีมากยิ่งขึ้น และในบางครั้งถ้าหากเป็นรถเก่า คุณก็จะสามารถช่วยป้องกันปัญหาเรื่องหม้อน้ำแตกได้ถึง 60 % หรือทีเดียวด้วยวิธีการตรวจเช็คเป็นประจำโดยวิธีนี้นั่นเอง 

2. การตรวจเช็คหม้อพักน้ำเป็นประจำ พร้อมตรวจสอบความเข้มข้นของน้ำยาหล่อเย็น 

สำหรับวิธีการตรวจเช็คสิ่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก คุณสามารถตรวจสอบสีของน้ำยาหล่อเย็น และระดับน้ำได้แบบง่าย ๆ ซึ่งในบางครั้งระดับน้ำนั้นอาจจะลดต่ำลงมากเกินไปในระบบปัจจุบัน ซึ่งเราก็ขอแนะนำให้คุณนั้นเพิ่มสารหล่อเย็นเข้าไปในระบบหม้อน้ำของรถคุณ ด้วยวิธีนี้จะทำให้การใช้งานรถยนต์ของคุณนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงเรื่องความร้อนเกินปกติได้อีกด้วย แน่นอนว่าสามารถช่วยดูแลรักษาเครื่องยนต์ในระยะยาวได้เป็นอย่างดีอย่างแน่นอน 

3. การตรวจเช็คหม้อน้ำของคุณอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งกับการเช็คสภาพเครื่องยนต์ครั้งใหญ่ 

ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ค่อยมีเวลามากในการดูแลระบบเครื่องยนต์ และรวมไปถึงหม้อน้ำรถยนต์ของคุณเราก็ขอแนะนำให้คุณนั้นตรวจสอบ และทำความสะอาดระบบครั้งใหญ่อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งวิธีนี้จะสามารถช่วยให้ระบบการทำงานภายในของคุณนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้รถยนต์ของคุณไม่มีอาการระบบรวนโดยเฉพาะรถยนต์ที่มีกล่องสมองกลในรูปแบบแผนคอนโทรล แน่นอนว่าระดับความร้อนภายในเครื่อง และการสั่งงานโดยรวมจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยถนอมรถยนต์ของคุณได้อย่างแน่นอนในระยะยาว 100% 

สรุปเทคนิควิธีการตรวจเช็คหม้อน้ำที่มีประสิทธิภาพ 

วิธีการเหล่านี้รับรองได้เลยว่า สามารถช่วยให้คุณนั้นดูแลหม้อน้ำ และควบคุมความร้อนในการใช้รถยนต์ของคุณได้ดีมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งสิ่งที่คุณควรระวังที่สุด นั่นก็คือระดับน้ำ และการอุดตันรวมไปถึงการรั่วของหม้อน้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คุณสามารถใช้วิธีการของเราตรวจสอบ และเช็คได้ ซึ่งบอกได้เลยว่ามีประโยชน์อย่างแน่นอน ขอแนะนำให้ลองนำไปใช้งานก็ดูเลย 

ขอบคุณภาพฟรี:  https://pixabay.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook