ชาร์จมือถือในรถ ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จริงหรือไม่? พร้อมคำแนะนำการชาร์จที่ถูกต้อง

ชาร์จมือถือในรถ ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จริงหรือไม่? พร้อมคำแนะนำการชาร์จที่ถูกต้อง

เชื่อว่าหลายคนชอบการชาร์จแบตเตอรี่มือถือบนรถยนต์ เพราะทำง่ายสะดวกรวดเร็วทันใจไม่ยุ่งยากนั่นเอง และพอชาร์จบ่อยๆ เข้าก็มีคำถามและข้อสงสัยเกิดขึ้นมาว่า ถ้าหากว่าเรา ชาร์จมือถือในรถ บ่อยๆ เนี่ยจะส่งผลเสียทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมลงหรือไม่อย่างไร ซึ่งวันนี้เราก็มีคำตอบมาฝากกันแน่นอน พร้อมคำแนะนำในการชาร์จที่ถูกต้องและปลอดภัยด้วย หากใครอยากรู้คำตอบแล้วก็ตามมาอ่านข้อมูลกันเลย

ชาร์จมือถือในรถ ส่งผลให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมหรือไม่?

สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์บนรถยนต์นั้น ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แบตเตอรี่ของรถยนต์เสื่อมแต่อย่างใด เพราะมันเป็นการดึงเอาไฟจากแบตเตอรี่รถยนต์มาใช้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ส่วนสาเหตุหลักๆ ที่เป็นตัวต้นเหตุทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมนั้นมีมากมายหลายปัจจัย ไม่ได้เกิดจากการที่เราชาร์จมือถือบนรถยนต์เพียงอย่างเดียวแน่นอน

แต่สิ่งที่ควรเป็นห่วงก็คือ การเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่มือถือ เพราะแบตเตอรี่ของรถยนต์จะต้องจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีหลายชิ้นภายในตัวรถ ดังนั้นแรงดันไฟฟ้าอาจไม่คงที่และไม่สม่ำเสมอ ซึ่งนี่จะทำให้แบตเตอรี่มือถือเสื่อมสภาพเร็วลงมากกว่าปกติ

คำแนะนำสำหรับการ ชาร์จแบตเตอรี่มือถือในรถยนต์ ที่ถูกต้องและปลอดภัย

1. ไม่ควรเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ทิ้งเอาไว้ก่อนทำการสตาร์ทเครื่อง แต่ควรที่จะสตาร์ทเครื่องก่อน แล้วจึงค่อยเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่มือถือ เพราะกระแสไฟฟ้าตอนที่เราทำการสตาร์ทเครื่องจะมีความกระชากขึ้นลง อาจทำให้แบตเตอรี่มือถือเกิดความเสียหายได้

2. ควรเลือกสายชาร์จที่เป็นของแท้ไว้ก่อน หรือเลือกสายชาร์จที่เป็นยี่ห้อได้มาตรฐานเท่านั้น เพื่อประสิทธิภาพการจ่ายไฟที่ดียิ่งขึ้น

3. ควรชาร์ตแบตเตอรี่จาก Power Bank ดีกว่าการเสียบ ชาร์จมือถือในรถ โดยตรง เพราะมีความปลอดภัยกว่าและไม่ทำให้แบตเตอรี่มือถือเสื่อมด้วย แต่มีข้อควรระวังอย่างยิ่งก็คือ ห้ามชาร์จแบตเตอรี่มือถือกับ Power Bank ทิ้งไว้ในรถยนต์ขณะที่จอดตากแดดไว้ เพราะก่อให้เกิดความเสี่ยงอาจทำให้มีการระเบิดขึ้นได้

จบกันไปแล้วกับการไขข้อสงสัยว่า ชาร์จมือถือในรถ ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จริงหรือไม่? พร้อมคำแนะนำการชาร์จที่ถูกต้อง เพราะแบตเตอรี่ถือเป็นส่วนสำคัญของรถยนต์ที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งแน่นอนแล้วว่าการชาร์จแบตเตอรี่มือถือไม่ได้เป็นสาเหตุหลักในการทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมเลย แต่ยังมีเหตุปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่เราอาจมองข้ามไป ดังนั้นหมั่นดูแล สังเกต แบตเตอรี่รถยนต์อยู่เสมอ ถ้าหากถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนก็ควรทำโดยเร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

รูปภาพประกอบ : ocwriter.com

รูปภาพประกอบ : mobile.kapook.com

รูปภาพประกอบ : rabbitcare.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

การดับเครื่องยนต์ในช่วงเติมน้ำมันส่งผลดีมากกว่าที่คุณคิด 

การดับเครื่องยนต์ในช่วงเติมน้ำมันส่งผลดีมากกว่าที่คุณคิด 

สิ่งที่ใครหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ และยังไม่ทราบ นั่นก็คือ การเติมน้ำมันอย่างถูกต้อง คุณควรจะดับเครื่อง ใช่แล้วคุณอ่านไม่ผิดแต่อย่างใด นี่ถือว่าเป็นมารยาทอีกอย่างหนึ่ง และยังมีข้อดีด้วยนะในการช่วยทำให้เครื่องยนต์ของรถคุณนั้นทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่นั้นไม่ค่อยใส่ใจกัน ซึ่งในครั้งนี้เราจะมาอธิบายถึงข้อดีเหล่านี้กัน ซึ่งเรียกได้ว่าถ้าหากคุณทำตาม จะสามารถช่วยให้รถของคุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยประหยัดได้รอบด้านกันเลยทีเดียว 

1. ดับเครื่องเติมน้ำมันช่วยป้องกันอุบัติเหตุ ที่จะเกิดขึ้นได้ 

การดับเครื่องในช่วงการเติมน้ำมันนั้น สามารถทำให้คุณนั้นลดความเสี่ยงทางด้านอุบัติเหตุได้มากถึง 90 % ที่จะเกิดขึ้นจากการจุดระเบิด และการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ในช่วงขณะที่กำลังเติมเชื้อเพลิงอยู่ในปัจจุบัน 

ซึ่งนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดได้น้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามก็เคยเกิดขึ้นอยู่ดี ซึ่งบอกเลยว่าเหตุการณ์ที่เกิดอุบัติเหตุในลักษณะนี้ความเลวร้ายของสภาพโดยรวมนั้นแทบดูไม่ได้ ซึ่งถ้าหากคุณนั้นต้องการความปลอดภัยจากการใช้รถ และการเติมเชื้อเพลิง ขอแนะนำให้คุณดับเครื่องรถยนต์ของคุณก่อนเติมทุกครั้งนี่แหละปลอดภัยที่สุดเลย 

2.ช่วยให้ระบบการวัดระดับเชื้อเพลิงของคุณทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น 

วิธีนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งในการช่วยถนอมอุปกรณ์ ตรวจเช็คเชื้อเพลิงภายในรถของคุณ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะมีการใช้ระบบการตรวจสอบในแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อที่แตกต่างกัน ซึ่งในบางครั้งอาจจะส่งผลเสียได้ แต่ถ้าหากคุณดับเครื่องรถยนต์ในช่วงเวลาเติมเชื้อเพลิง แน่นอนว่าจะช่วยลดปัญหาอาการรวนของระบบการตรวจสอบเชื้อเพลิงของคุณในอนาคตได้อย่างแน่นอน ซึ่งสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน 

3. ช่วยให้คุณไม่สร้างความรำคาญให้กับผู้ร่วมใช้สถานีบริการเชื้อเพลิง

แน่นอนว่าสถานที่ปั๊มน้ำมันหรือสถานีเติมเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ คุณนั้นไม่ใช่ลูกค้าเพียงคนเดียว ซึ่งถ้าหากคุณนั้นสตาร์ทรถยนต์เอาไว้ตลอดเวลา อาจจะทำให้หลาย ๆ คนนั้นรู้สึกกังวลใจ และมีความเสี่ยงเป็นอย่างมากในการใช้บริการร่วมกับคุณ ซึ่งในบางครั้งอาจจะทำให้เกิดเสียงดังรำคาญใจ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากคุณสะดวกที่จะดับเครื่องก่อนเติมเชื้อเพลิงก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ซึ่งสามารถช่วยให้ภายในสถานีเติมเชื้อเพลิงและจุดนั้นลดความเสี่ยง และทำให้ไม่มีมลภาวะทางเสียงอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว 

สรุปความน่าสนใจของ การดับเครื่องยนต์เวลาเติมเชื้อเพลิง 

ก็ต้องบอกเลยว่าถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังคิดจะไปเติมเชื้อเพลิงในครั้งต่อไป ขอแนะนำให้คุณนั้นดับเครื่องยนต์ก่อนนี่แหละดีที่สุดเลย เพราะว่าจะสามารถช่วยป้องกันอุบัติเหตุ และสามารถช่วยทำให้รถยนต์ของคุณใช้งานได้ดีมากยิ่งขึ้นในระบบตรวจเช็คเชื้อเพลิงในอนาคตอย่างแน่นอน ลองไปทำตามกันดู มีประโยชน์จริงบอกเลย

ขอบคุณภาพฟรี:  https://pixabay.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

3 วิธีการแก้รถติดโคลนเคล็ดลับง่ายๆ ที่สามารถทำให้คุณเอาตัวรอดได้ 

หลุมโคลนกับรถยนต์เรียกได้ว่าเป็นของคู่กัน ถ้าหากคุณขับรถไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย แน่นอนว่าในบางครั้งเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดนั้นก็คือล้อรถติดหลุมโคลน ซึ่งในบางครั้งอาจจะทำให้ใครหลายๆ คนร้องเสียงหลงเลยก็มี แต่ต่อไปนี้คุณไม่จำเป็นต้องกังวลใจอีกต่อไปแล้ว ถ้าหากคุณเข้าใจวิธีเคล็ดลับ และหลักการนำรถขึ้นจากหลุมโคลนเหล่านั้นแบบง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้โดยทันที และแน่นอนว่ามันสามารถช่วยให้คุณนั้นพ้นจากวิกฤตในจุดนั้นได้ง่ายๆ กันเลยทีเดียว 

1. ควรเดินหน้า และถอยหลังด้วยการใช้ของแข็งรองล้อรถ 

วิธีนี้สามารถช่วยให้คุณนั้นขยับรถได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งบอกเลยว่าสามารถช่วยให้รถของคุณขยับเขยื้อนได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน 

และที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือการขยับอย่างเป็นจังหวะ ซึ่งการเพิ่มพื้นที่โดยการปีนไปด้านข้างมักจะมีโอกาสขยับล้อรถขึ้นจากหลุมโคลนได้สูงมาก 

ซึ่งถ้าหากคุณเข้าใจหลักการนี้แล้วละก็ คุณก็จะสามารถขับรถขึ้นมาจากหลุมคนได้ง่ายมากๆ เลยทีเดียว บอกเลยว่าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้พอสมควร 

2. ใช้ชุดลอก หรือแม่แรงเป็นตัวช่วย 

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าลอกกับแม่แรงสำหรับการเปลี่ยนยางอะไหล่รถยนต์นั้น สามารถนำมาใช้งานในจุดนี้ได้ 

เพียงแค่คุณนั้นมองหาแผ่นไม้ หรืออะไรแข็งๆ มาวางทาบตัวรถในบริเวณจุดที่สามารถสอดอุปกรณ์ในการยกรถได้ เข้าไปหลังจากนั้นให้คุณทำการยกรถขึ้นโดยตรง

เพียงเท่านี้รอรถของคุณก็จะลอยขึ้นมาจากหลุมโคลนแล้ว และที่สำคัญที่สุดควรจะหาอะไรแข็งๆ ไปลองเอาไว้ และขับผ่านออกไปวิธีนี้ใช้ได้ผลดีอย่างมากเลยทีเดียว แต่ก็มีข้อควรระวังสักหน่อย ถ้าหากเป็นหลุมโคลนขนาดใหญ่แล้วละก็ ขอแนะนำให้วางซ้อนอุปกรณ์ที่มีพื้นผิวแข็งหลายชั้นเพื่อป้องกันการจม ซึ่งวิธีนี้จะสามารถช่วยทำให้มีประสิทธิภาพในการยกรถของคุณได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัวเลยทีเดียว 

3. ใช้วิธีการผลักดันจากด้านหลังพร้อมทั้งเร่งเครื่องรถยนต์ 

วิธีนี้น่าจะเป็นวิธีการสุดท้ายที่ได้ผลดีที่สุด แต่แน่นอนว่าก็ต้องมีคนช่วยคุณเช่นเดียวกันเพราะว่าทำคนเดียวไม่ได้อย่างแน่นอน 

ซึ่งการยกรถเป็นจังหวะ และเพิ่มน้ำหนักในการผลักดันไปด้านหน้า พร้อมกับเร่งเครื่องนั้นถือว่าเป็นอะไรที่ได้ผลดีเป็นอย่างมาก 

และแน่นอนว่าถ้าหากมีคนมาช่วยแล้วละก็ หลุมแค่นี้ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน อันนี้รับประกันเลย 

สรุป ข้อมูลความรู้จากการเอาตัวรอดจากหลุมโคลน 

คนส่วนใหญ่ก็คงจะคิดวิเคราะห์พอสมควรใช่ไหมว่าเราจะใช้วิธีใดในการเอารถออกจากหลุมโคลน ซึ่ง 3 วิธีนี้ก็เป็นวิธีการฝึกคลาสสิกที่หลายคนนั้นใช้งานกันอย่างช่ำชอง แล้วถ้าคุณเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น ก็ลองนำวิธีการเหล่านี้ไปใช้ดู เรารับประกันได้เลยว่าได้ผลไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน 100% 

ขอขอบคุณภาพจาก https://pixabay.com/

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

จอดรถตากฝน ส่งผลเสียอย่างไร และมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไรได้บ้าง

จอดรถตากฝน ส่งผลเสียอย่างไร และมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไรได้บ้าง

เริ่มเข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้ว หลายคนติดนิสัยการจอดรถกลางแจ้ง รู้หรือไม่ว่าการจอดรถตากแดดตากฝนไว้แบบนั้นอาจส่งผลเสียได้ วันนี้เราจึงอยากจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับผลเสียของการจอดรถกลางแจ้ง พร้อมวิธีการดูแลหากต้อง จอดรถตากฝน เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับใครหลายคนในช่วงหน้าฝนแบบนี้ เอาล่ะรายละเอียดข้อมูลจะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาอ่านกันเลย

1. จอดรถตากฝน ทำให้สีรถหมองลง

อย่างที่ทราบกันดีว่ารังสี UV เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้รถสีหมองลง และน้ำฝนก็เป็นอีกหนึ่งตัวการใหญ่ที่มีส่วนทำให้สีของรถหมองลงได้ เพราะในอากาศเต็มไปด้วยมลภาวะและสารเคมีต่างๆ มากมาย รวมถึง ฝุ่นละอองน้อยใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเราก็ทราบกันดีว่ามันมีเยอะขนาดไหน ดังนั้นเมื่อฝนตกลงมาก็เป็นการนำเอาพวกฝุ่นและมลพิษเหล่านั้นตกลงมาด้วย ซึ่งพอตกลงมาโดนรถยนต์ที่จอดอยู่ แน่นอนว่าฝุ่นละอองพิษเหล่านั้นก็มาติดอยู่บนสีที่เคลือบรถ และเมื่อทิ้งไว้นานๆ เข้าจึงเกิดเป็นคราบฝังแน่น จนส่งผลให้สีรถดูหมองลงนั่นเอง

2. จอดตากฝนทำให้เครื่องยนต์พังได้

แน่นอนว่าสิ่งที่มาพร้อมกับน้ำฝนก็คือเรื่องของความชื้น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวการอันตรายที่จะทำให้รถยนต์เสื่อมสภาพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเครื่องยนต์เจอกับความชื้นสะสม ส่งผลให้การสตาร์ทรถยนต์เป็นเรื่องยากมากยิ่งขึ้น

วิธีการดูแลรถยนต์เมื่อจำเป็นต้อง จอดรถตากฝน

• บางครั้งเราก็ไม่สามารถเลี่ยงการจอดรถกลางแจ้งได้ และยิ่งช่วงหน้าฝนแบบนี้ด้วยแล้ว บางคนก็มีความจำเป็นที่ต้องจอดรถตากฝนไว้ ดังนั้นเมื่อฝนหยุดตกแล้วสิ่งที่ควรทำก็คือ ล้างรถด้วยน้ำสะอาดจนกว่าคราบและฝุ่นที่เกาะอยู่จะออกเกลี้ยง จากนั้นก็เช็ดให้แห้งโดยไม่ต้องรอให้รถแห้งเอง เพราะนั่นเป็นการปล่อยให้ฝุ่นและคราบยิ่งฝังแน่นไปกับสีรถ และหากมีเวลาก็ควรนำรถไปเคลือบสีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันสีรถหมอง และเป็นการเสริมเกราะป้องกันสีรถอีกด้วย

• ถ้าใครมีเวลาว่างแบบไม่เร่งรีบ แนะนำว่าควรล้างรถด้วยวิธีล้างรถแบบที่คุ้นเคย เสร็จแล้วจึงใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดรถให้แห้งสนิท และอย่าลืมเช็ดที่บริเวณขอบยางด้านในด้วย เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้แบบชื้นๆ อาจทำให้ขึ้นราได้

จบกันไปแล้วกับ ผลเสียของการ จอดรถตากฝน พร้อมวิธีการดูแลรถ หากจำเป็นต้องจอดตากฝนจริงๆ แบบเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามอย่าลืมจำและนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้กันนะ เพราะนี่ก็เข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้วด้วย เชื่อว่าคงเป็นประโยชน์กับใครหลายๆ คน ที่อาจได้นำไปใช้ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

รูปภาพประกอบ : prosoftgps.com

รูปภาพประกอบ : auto.mthai.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

5 ข้อควรระวัง เกี่ยวกับ น้ำมันเชื้อเพลิง รู้เอาไว้จะได้ไม่พลาด

5 ข้อควรระวัง เกี่ยวกับ น้ำมันเชื้อเพลิง รู้เอาไว้จะได้ไม่พลาด

ปัจจุบันอุตสาหกรรมรถยนต์ได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะมีอัตราการใช้งานค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรถประเภทอื่นๆ ทำให้ราคาน้ำมันนั้นสูงตามไปด้วย โดยรถยนต์แต่ละคันนั้นก็จะใช้เชื้อเพลิงที่แตกต่างกันไป แม้ว่าทุกวันนี้น้ำมันจะราคาแพงแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นวันนี้เราจึงมี 5 ข้อควรระวัง เกี่ยวกับ น้ำมันเชื้อเพลิง มาฝาก เพื่อเป็นความรู้ในยุคที่เชื้อเพลิงแพงอย่างเลี่ยงไม่ได้ รู้เอาไว้จะได้ไม่พลาด

1. การตรวจวัดระดับ น้ำมันเชื้อเพลิง ในถัง ทำได้โดยใช้วิธีการสังเกตจากเกจวัด เมื่อเห็นว่ามีเชื้อเพลิงเหลือน้อยแล้ว และตัวคำนวณระยะทางมีการแจ้งขึ้นมาว่าน้ำมันที่เหลืออยู่สามารถวิ่งได้อีกไม่เกิน 30 กิโลเมตร ก็ควรรีบเติมน้ำมันก่อนที่ไฟแจ้งเตือนจะดังขึ้นมา เพราะน้ำมันที่เหลือติดก้นถังมักจะตกตะกอนค้าง เพราะการที่ปั๊มสูบมีสิ่งเจือปนแล้วไปจ่ายหัวฉีดคงไม่ใช่เรื่องดีนัก

2. เมื่อขับรถบนทางด่วนแล้วมีระดับน้ำมันเหลือน้อยก้นถัง ถือเป็นเรื่องเสี่ยงและมีสิทธิ์ที่น้ำมันจะไปหมดบนทางด่วนได้ โดยเฉพาะช่วงที่มีรถหนาแน่นและช่วงที่รถติดหนักแบบขยับได้ทีละนิด อาจทำให้ประสาทได้เพราะความวิตกกังวลกลัวน้ำมันจะหมด

3. ควรเติมน้ำมันเต็มถังทุกครั้งเมื่อพบว่าน้ำมันเหลือแค่ 1/4 ของถังเชื้อเพลิง เพราะอาจมีความจำเป็นต้องใช้สำหรับการขับขี่บนท้องถนนที่มีการจราจรหนาแน่น โดยเฉพาะกับรถที่มีระบบจ่ายเชื้อเพลิงแรงดันสูงยิ่งต้องระวังให้มากๆ

4. ในการเติมน้ำมัน ไม่จำเป็นต้องเติมตามที่บริษัทรถยนต์ได้ระบุไว้ แต่รถเคยใช้น้ำมันแบบไหนก็ควรเติมแบบนั้น บางคนอาจจะเลือกปั๊มที่น้ำมันราคาสูงกว่า เนื่องด้วยมีสารเร่งปฏิกิริยาที่เติมลงไปทำให้เกิดการเผาไหม้ที่มีคราบเขม่าน้อยกว่า ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชอบและคำแนะนำของทางบริษัทรถยนต์

5. ทุกครั้งที่ทำการแวะเติม น้ำมันเชื้อเพลิง ควรลงจากรถเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนที่เด็กปั๊มจะเอาหัวจ่ายมาเสียบ ให้เช็คว่าถูกต้องตามที่ได้บอกไปหรือไม่ เพราะบางคนอาจมีรถหลายคันที่สลับกันใช้งาน ซึ่งใช้ทั้งเครื่องเบนซินและดีเซล ก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเติมน้ำมันมากยิ่งขึ้น เพราะหากเติมผิดขึ้นมายาวแน่นอน ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันกันให้วุ่นวาย เสียเวลาซ้ำซ้อน และเสียเวลาในการเดินทางมากขึ้นไปอีก ดังนั้นแค่เปิดประตูลงมาดูให้แน่ใจจะปลอดภัยที่สุด

และนี่ก็คือ 5 ข้อควรระวัง เกี่ยวกับ น้ำมันเชื้อเพลิง ที่เรานำมาฝากกัน เพื่อเป็นความรู้ความเข้าใจในยุคที่น้ำมันแพงแบบนี้ เพราะหากเรารู้เท่าทันก็จะระมัดระวังในการใช้งาน และยังสามารถลดปริมาณการซื้อลงไปได้เยอะ ทั้งยังใช้เชื้อเพลิงได้อย่างถูกต้องและยาวนานยิ่งขึ้นอีก โดยที่ไม่เสียเงินอย่างเปล่าประโยชน์นั่นเอง

รูปภาพประกอบ : scimath.org

รูปภาพประกอบ : economicalldays.com

รูปภาพประกอบ : ealtimecarmagazine.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

ส่อง 5 พฤติกรรมการ ขับรถยนต์ ที่ไม่ควรทำ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้

ส่อง 5 พฤติกรรมการ ขับรถยนต์ ที่ไม่ควรทำ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้

หลายคนที่เป็นผู้ใช้รถยนต์มักทำพฤติกรรมแย่ๆ ออกมาโดยที่ตนเองไม่รู้ตัว ซึ่งเกิดจากความพลั้งเผลอลืมตัว ความประมาทเลินเล่อ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือจากความคิดแค่เพียงว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยเท่านั้นคงไม่เป็นอะไร แต่จริงๆ แล้วสิ่งเล็กๆ ที่คุณคิดนั้น อาจก่อให้เกิดปัญหาและส่งผลเดือดร้อนแก่ผู้อื่นได้ วันนี้เราจึงจะพาไปส่อง 5 พฤติกรรมการ ขับรถยนต์ ที่ไม่ควรทำ เพราะอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้ จะมีอะไรที่ห้ามทำบ้าง ตามมาเช็คกันไปพร้อมๆ กันเลย

1. ไม่เปิดสัญญาณไฟ

การ ขับรถยนต์ ไม่เปิดสัญญาณไฟ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีป้ายบอกว่าเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด บางคนคิดว่าไม่จำเป็นต้องให้สัญญาณก็ได้ แต่อาจลืมไปว่ายังมีรถเล็กอย่างรถจักรยาน หรือมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งร่วมถนนด้วย ซึ่งนี้อาจก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดตามมาได้

2. ขับรถช้าแต่แช่เลนขวา

หากคุณขับรถที่ความเร็ว 70-90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ควรขับเลนซ้ายเพื่อเปิดทางให้รถคันอื่นๆ เพราะการขับรถช้าและแช่อยู่เลนขวานานอาจสร้างความอึดอัดให้กับผู้อื่น และอาจเกิดอุบัติเหตุจากการชนท้ายได้

3. ขับแซงในพื้นที่ห้ามแซง

การขับรถแซงรถคันอื่นๆ ในพื้นที่ที่ไม่ควรแซงนั้น อาจก่อให้เกิดปัญหามากกว่าที่คุณคิด ดังนั้นควรใส่ใจถึงผู้ร่วมเดินทางคันอื่นด้วย แม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมายและไม่มีเหตุใดๆ เกิดขึ้น แต่ก็อาจสร้างความเสียหายแก่ผู้ร่วมเส้นทางคันอื่นๆ ได้

4. ไม่มีมารยาทขณะจอดรถพื้นที่ไฟจราจร

การจอดรถในพื้นที่สัญญาณไฟจราจรหรือพื้นที่ไฟเขียวไฟแดง ส่วนใหญ่มักจะขับรถทับเส้นห้ามจอด หรือเส้นทางม้าลายที่มีไว้ให้คนข้าม และบางคนไม่พักรถด้วยการใส่เกียร์ว่างหรือการใช้เกียร์ N รู้หรือไม่ว่าความประมาทเล็กน้อยเหล่านี้อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ถึงแก่ชีวิตได้

5. ใช้ความเร็วไม่เหมาะสม

หลายคนมัก ขับรถยนต์ เร็วตามใจตนเองอยู่เสมอ จนลืมคำนึงถึงความเหมาะสมและความปลอดภัย โดยทั่วไปการขับรถในเขตชุมชนทั้งในเมืองใหญ่หรือในชนบท กฎหมายกำหนดไว้ให้ขับขี่ได้ไม่เกิน 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในพื้นที่ทางหลวงมีการกำหนดความเร็วไว้ที่ 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับรถโดยสาร และ 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับรถยนต์ส่วนตัว

และนี่ก็คือ 5 พฤติกรรม ขับรถยนต์ ที่ไม่ควรทำ เพราะอาจเสี่ยงอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ สำหรับใครที่ทำสิ่งเหล่านี้อยู่ล่ะก็ ควรปรับปรุงและแก้ไขให้ถูกต้อง อย่าเห็นแก่ตัวเพราะความสุขเพียงเล็กน้อยของตนเอง จนลืมใส่ใจสิ่งแวดล้อมรอบๆ และเพื่อนร่วมเส้นทางคันอื่นๆ เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยตลอดเส้นทางทั้งตัวคุณเองและรถคันอื่นๆ ด้วย

รูปภาพประกอบ : mgronline.com

รูปภาพประกอบ : dparktraffic.com

รูปภาพประกอบ : easyinsure.co.th

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

อยาก ซื้อรถมือสอง จะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

อยาก ซื้อรถมือสอง จะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

รถยนต์มือสอง ถือเป็นยานพาหนะทางเลือกที่ตอบโจทย์ใครหลายๆ คน โดยในปัจจุบันราคาของรถยนต์มือสองนั้นมีให้เลือกตั้งแต่ในราคาถูกหลักหมื่นไปยังหลักแสนหลักล้าน แต่การจะซื้อรถยนต์มือสองนั้นสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ารถมีราคาเท่าไหร่ เพราะหัวใจหลักก็คือค่าใช้จ่ายที่จะตามมาเมื่อมีรถนั่นเอง วันนี้เราก็เลยจะมาตอบข้อสงสัยว่าหากอยาก ซื้อรถมือสอง ต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง พร้อมแล้วก็มาเช็คกันเลย

• ซื้อรถยนต์มือสอง มีอายุการใช้งานประมาณ 3 – 5 ปี

สำหรับการ ซื้อรถมือสอง ที่มีอายุการใช้งานไม่มากนัก สิ่งที่ต้องเตรียมจ่ายก็คือราคาค่าตัวรถประมาณ 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ของราคารถป้ายแดงรุ่นนั้นๆ เช่น รถราคา 500,000 อาจเหลือเพียงแค่ 300,000 – 350,000 เป็นต้น โดยไม่มีค่าซ่อมแซมอะไรเพราะอายุการใช้งานยังน้อย หากไม่เคยมีอุบัติเหตุก็จ่ายแค่ราคาค่าตัวรถ ต่อจากนั้นก็ดูแลซ่อมบำรุงรักษาตามระยะทาง

• ซื้อรถยนต์เก่าที่มีอายุหลายปี แต่เจ้าของดูแลซ่อมบำรุงรักษาอย่างดี

ต่อมารถยนต์มือสองที่เจ้าของบำรุงรักษาอย่างดี อาจจะซื้อได้ในราคาถูกโดยที่ไม่มีค่าซ่อมแซม เพราะเจ้าของเดิมดูแลอย่างดี ทั้งเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและซ่อมบำรุงรักษาตามระยะทาง แต่รถแบบนี้หายากจริงๆ เพราะถ้าเจ้าของรถไม่มีปัญหาทางการเงินก็คงไม่ขายต่อแน่นอน

• ซื้อรถยนต์มือสอง ที่ลงประกาศขายตามเว็บไซต์ หรือในหนังสือซื้อขายรถ

สุดท้ายการ ซื้อรถมือสอง ที่ไม่รู้แหล่งที่มาที่ไปแบบนี้ ต้องอาศัยการวิเคราะห์หลายอย่างในการหาจำนวนเงินที่ต้องจ่ายจริงๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งรถยนต์ดีๆ มาไว้ใช้งาน โดยจะต้องพิจารณาจากรายจ่ายทั้ง 2 ด้าน ซึ่งก็คือ ราคาค่าตัวรถและค่าซ่อมแซม เพราะรถบางคันเป็นรถที่มีการใช้งานอย่างเดียว โดยที่ไม่มีการซ่อมแซมบำรุงรักษาแต่อย่างใด

สุดท้ายก็นำออกมาขายตามสภาพ ยางรถอาจหมดอายุ ยังไม่เคยเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเลย หรืออาจมีปัญหาน้ำยาแอร์บกพร่อง และปัญหาอีกมากมายหลายอย่างที่อาจพบได้จากรถประเภทนี้ บอกได้เลยว่าต้องเตรียมค่าใช้จ่ายไว้เยอะๆ เพราะรายจ่ายค่าซ่อมแซมรออยู่หลายหมื่นเลยทีเดียว

และนี่ก็คือคำตอบคลายข้อสงสัยที่หลายคนถามว่า ถ้าอยาก ซื้อรถมือสอง จะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนคงได้คำตอบกันแล้ว ว่าในการที่จะซื้อรถยนต์มือสองสักคันนั้นเราจะคิดแค่ราคาของตัวรถยนต์อย่างเดียวไม่ได้ แต่ควรคิดเผื่อค่าซ่อมแซมบำรุงรักษานู่นนั่นนี่เข้าไปด้วย โดยค่าซ่อมแซมบำรุงนั้นจะมีมากหรือน้อยก็ต้องอาศัยการวิเคราะห์สภาพของรถอีกที ซึ่งจะต้องคิดคำนวณให้ดีๆ ไม่อย่างนั้นอาจจะพลาดได้

รูปภาพประกอบ : kaidee.com

รูปภาพประกอบ : autoapp.sg

รูปภาพประกอบ : sybsearch.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

5 วิธีเตรียมพร้อมรับมือเมื่อต้องขับรถ มอเตอร์ไซค์ ทางไกล

5 วิธีเตรียมพร้อมรับมือเมื่อต้องขับรถ มอเตอร์ไซค์ ทางไกล

สำหรับใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเดินทางออกทริปด้วยรถมอเตอร์ไซค์ หรือจำเป็นต้องขับรถเดินทางไกลอยู่เสมอ แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงก็คือเรื่องของความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 5 วิธีเตรียมพร้อมรับมือเมื่อต้องขับรถ มอเตอร์ไซค์ ทางไกล เพื่อให้การเดินทางไกลเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งจะมีวิธีเตรียมตัวอย่างไรบ้างนั้น ตามมาเช็คจาก 4 ข้อ ดังต่อไปนี้

1. เตรียมสภาพร่างกาย

ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนออกเดินทาง และควรหยุดพักอย่างน้อยทุกๆ 110 กิโลเมตร เพื่อยืดเส้นยืดสายก่อนเดินทางต่อ เพราะการขับรถ มอเตอร์ไซค์ ทางไกล อาจทำให้เกิดความเมื่อยล้าจากท่านั่งเดิมเป็นเวลานานๆ ได้ นอกจากนี้ก็ควรพกขวดน้ำไว้จิบระหว่างเดินทางเสมอ

2. เตรียมชุดและอุปกรณ์ให้พร้อม

ต่อมาชุดที่ใส่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง และที่สำคัญคือควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้งในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น หมวกกันน็อค, เสื้อการ์ด, กางเกงการ์ด, ถุงมือ, รองเท้าหุ้มข้อ และเสื้อกันฝน เพราะอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยป้องกันและลดการบาดเจ็บหนักๆ และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้

3. ตรวจเช็คสภาพรถ ระบบต่างๆ และเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน

ควรนำรถมอเตอร์ไซค์ไปทำการตรวจเช็คระบบต่างๆ ทั้งระบบเบรก, ระบบไฟ, ระบบหล่อเย็น รวมไปถึงเช็คน้ำมันเครื่องและลมยางให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง หากพบสิ่งผิดปกติต้องรีบแก้ไขในทันที นอกจากนี้ก็ควรมีอุปกรณ์ฉุกเฉินติดไว้เสมอ เพราะการเดินทางไกลอาจพบปัญหาที่ไม่คาดคิดได้ เช่น ยางแตก หรือระบบไฟมีปัญหา จึงควรเตรียมอุปกรณ์ช่างพื้นฐานไว้ รวมถึงพวกสเปรย์กันรั่วเตรียมไว้สำหรับปะยางฉุกเฉินด้วย

4. ศึกษาวางแผนเส้นทาง

อีกสิ่งสำคัญก็คือลักษณะของเส้นทางที่จะไป ควรมีการวางแผนและเลือกเส้นทางที่ขับขี่ได้ง่าย โดยให้เน้นที่ถนนสายหลัก หรือเส้นทางรอง เส้นทางเลี่ยงเมืองในช่วงเทศกาล ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด รวมไปถึงควรเช็คจุดพักรถและปั๊มน้ำมันด้วย

5. ความเร็วเหมาะสม ขับขี่ปลอดภัย

สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเดินทางไกลด้วย มอเตอร์ไซค์ ก็คือ การขับขี่ถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย การขับทางไกลควรใช้ความเร็วที่เหมาะสม เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุและป้องกันเครื่องยนต์ทำงานหนักจนเกินไป นอกจากนี้ก็อย่าลืมเรื่องของการใช้สัญญาณไฟและสัญญาณเสียง ทุกครั้งที่จะทำการแซงหรือเปลี่ยนช่องทาง เพื่อให้สัญญาณกับผู้ใช้รถท่านอื่น สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

และนี่ก็คือ 5 วิธีเตรียมพร้อมรับมือเมื่อต้องขับรถ มอเตอร์ไซค์ ทางไกล ซึ่งไม่มีวิธีไหนที่ยุ่งยากเกินไปเลย เป็นวิธีที่เบสิกง่ายๆ ทั้งนั้น เพียงแต่จะมีรายละเอียดที่ต้องให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอันดับสูงสุด ดังนั้นก่อนออกเดินทางทุกครั้งอย่าลืมนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าแก้ จะดีที่สุด

รูปภาพประกอบ : checkraka.com

รูปภาพประกอบ : greatbiker.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

แจกวิธี DIY น้ำยาเช็ดยาง ขจัดคราบราขาวขอบยางประตูรถยนต์ ทำง่าย ได้ผลชะงัก

แจกวิธี DIY น้ำยาเช็ดยาง ขจัดคราบราขาวขอบยางประตูรถยนต์ ทำง่าย ได้ผลชะงัก

หากใครกำลังเจอกับปัญหาขอบยางประตูรถยนต์มีคราบสีขาว หรือเป็นจุดสีขาวเช็ดเท่าไหร่ก็เช็ดไม่ออกสักที บอกเลยว่าสิ่งที่เห็นนั่นคือเชื้อราตัวดี ที่กำจัดด้วยวิธีธรรมดาไม่ได้ผลแน่นอน เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงมีวิธีเด็ดๆ มาใช้กำจัดเชื้อราตัวร้ายบนขอบยางกัน แบบได้ผลชะงัก เห็นผลทันตา ด้วยการ DIY น้ำยาเช็ดยาง ที่เราจะนำมาแชร์กันในวันนี้ โดยใช้วัสดุอุปกรณ์แค่ไม่กี่อย่าง สามารถหาได้ภายในบ้าน ที่สำคัญราคาไม่แพงด้วย เอาล่ะมาเริ่มลงมือกันเลยดีกว่า

ขั้นที่ 1 ทำความสะอาดขอบยางรถยนต์

ส่วนผสม

1. ยาสีฟันยี่ห้ออะไรก็ได้

2. ผ้าไมโครไฟเบอร์ 1 ผืน

ขั้นตอนการเช็ดทำความสะอาด

1. เริ่มจากนำยาสีฟันมาทาให้ทั่วบริเวณที่มีเชื้อราและต้องการกำจัดเชื้อรา ทิ้งเอาไว้ประมาณ 5 นาที

2. ต่อมานำผ้าไมโครไฟเบอร์มาชุบด้วยน้ำสะอาด บิดให้พอหมาดแล้วนำมาเช็ดยาสีฟันออก ซึ่งขั้นตอนนี้ค่อนข้างจะเช็ดยากสักหน่อย แต่พอเช็ดออกหมดแล้วเชื้อราที่ติดอยู่ตามขอบยางรถของเราก็จะหายวับไปกับตา เจ๋งสุดๆ ไปเลย

ขั้นที่ 2 DIY น้ำยาเช็ดยาง รถยนต์ เพื่อไม่ให้เชื้อราตัวร้ายกลับมาได้อีก

ส่วนผสม

1. เบกกิ้งโซดา 3 ช้อนโต๊ะ

2. น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

3. ผ้าไมโครไฟเบอร์ 1 ผืน

ขั้นตอนการใช้น้ำยาเช็ดขอบยางรถยนต์

1. เริ่มจากการผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำเปล่าหนึ่งถ้วยตวง คนส่วนผสมทั้งสองให้เข้ากัน

2. เมื่อน้ำยาเข้ากันเรียบร้อยแล้ว ก็นำผ้าไมโครไฟเบอร์ที่เตรียมไว้มาชุบกับน้ำยาที่ผสมไว้ บิดให้พอหมาดๆ

3. จากนั้นก็นำมาเช็ดให้ทั่วบริเวณขอบยาง ขั้นตอนนี้จะเป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อราเจ้าปัญหากลับมาเกิดซ้ำซากอีก และยังสามารถนำน้ำยานี้ไปเช็ดในบริเวณที่ยังไม่เกิดเชื้อราได้ด้วย เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อรามาเยือนขอบยางรถยนต์ของเรานั่นเอง

จบกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับวิธีการ DIY น้ำยาเช็ดยาง เพื่อขจัดคราบเชื้อราขาวบริเวณขอบยางประตูรถยนต์ แบบได้ผลทันตา เห็นผลชะงัก และไม่กลับมาเกิดซ้ำอีกแน่นอน ซึ่งนอกจากน้ำยาตัวนี้จะใช้เช็ดขอบยางรถยนต์เห็นผลแล้ว ยังสามารถนำไปใช้กับขอบยางรถทุกประเภทได้อีกด้วย รวมถึงบ้านไหนที่มีปัญหาเชื้อราขึ้นที่ขอบยางตู้เย็นหรือในลิ้นชัก ก็สามารถนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ร่วมกันได้ บอกเลยว่าได้ผลชัวร์ แบบที่ไม่ต้องไปซื้อน้ำยาแพงๆ ให้เปลืองเงินเลยล่ะ

รูปภาพประกอบ : new.autoinfo.co.th

รูปภาพประกอบ : youtube.com/watch?v=3dqiqa8dt2I

รูปภาพประกอบ : my-best.in.th

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

How to ความรู้ป้ายทะเบียนหายขอป้ายใหม่ทำอย่างไร สิ่งที่คุณควรรู้ และควรทำ 

How to ความรู้ป้ายทะเบียนหายขอป้ายใหม่ทำอย่างไร สิ่งที่คุณควรรู้ และควรทำ 

ป้ายทะเบียนรถยนต์สิ่งหนึ่งที่จำเป็นเป็นอย่างมากในการยืนยันระบุหมายเลขของรถยนต์ที่ทำมาด้วยโลหะ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ถ้าหากคุณทำหายคุณก็สามารถขอใหม่ได้แต่ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นก็จะถูกส่งไปให้ทางด้านทีมงานทำทะเบียน ซึ่งจะทำการสร้างป้ายทะเบียนรถยนต์ให้กับคุณอันใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าหลายๆ คนที่ขับรถอยู่ในปัจจุบันก็คงไม่อยากจะให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นกับรถของคุณอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากเกิดขึ้นมาแล้วละก็ คุณก็ควรจะรู้จักข้อมูลเหล่านี้เอาไว้ สิ่งที่คุณควรจะจัดเตรียมก่อนที่จะไปยื่นขอป้ายทะเบียนใหม่จากตัวเดิมที่หายไป 

เอกสารที่จำเป็นสำหรับการขอแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ 

แน่นอนว่าการขอแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ ก็ต้องมีขั้นตอนมากพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ยุ่งยากจนเกินไปสำหรับการทำข้อมูลในยุคปัจจุบัน และนอกเหนือจากนี้ถ้าคุณมีทะเบียนอีกอันหนึ่งที่ยังไม่หายไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า หรือด้านหลังรถยนต์ คุณก็สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างได้ ซึ่งบอกเลยว่าสามารถช่วยให้คุณนั้นสะดวกสบายได้มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน เอกสารที่จำเป็นก็มีดังต่อไปนี้ 

  • คู่มือทะเบียนรถยนต์ฉบับจริง 
  • บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของเจ้าของรถ 
  • เอกสารเกี่ยวกับสำเนาทะเบียนบ้าน 

ค่าธรรมเนียมในการขอแผ่นป้ายใบใหม่ 

แน่นอนว่าจะมีค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเช่นเดียวกันซึ่งจะตกค่าป้ายประมาณ 100 บาท และค่าคำขออยู่ที่ 5 บาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จะรีบดำเนินการให้โดยทันที ซึ่งจะใช้เวลาไม่นานมากนะประมาณ 15 ถึง 30 วันการทำป้ายก็จะเสร็จสมบูรณ์ 

และอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือ การขอใบยืนยันตัวตนว่าเรากำลังขอเอกสารเกี่ยวกับเรื่องแผ่นป้ายอยู่ในปัจจุบัน 

ซึ่งจะสามารถช่วยทำให้คุณนั้นปลอดภัยจากการทำผิดกฎจราจร โดยที่ตัวเองมีแผ่นป้ายเพียงแค่แผ่นเดียวได้แบบสบายๆ 

ตามกฎหมายเกี่ยวกับแผ่นป้ายทะเบียน ถ้าหากคุณไม่ขอเอกสารยืนยันตัวตน 

สำหรับท่านใดที่ยื่นแบบฟอร์มเป็นที่เรียบร้อยแล้วละก็ ขอแนะนำให้คุณนั้นยื่นข้อมูลเกี่ยวกับการขอแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ด้วย ซึ่งวิธีนี้จะสามารถช่วยให้คุณนั้นหลีกเลี่ยงจะค่าปรับได้เป็นอย่างดี 

ซึ่งในตามกฎหมายจราจร ถ้าหากคุณนั้นขับขี่รถยนต์ หรือยานพาหนะที่ไม่สวมแผ่นป้ายทะเบียน ก็จะมีความผิดตามกฎหมายของการใช้รถ และถนน 

แน่นอนว่าในตอนนี้มีค่าปรับสูงพอสมควรประมาณ 2,000 บาท ซึ่งถ้าหากคุณนั้นไม่อยากจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ก็ขอแนะนำให้คุณขอเอกสารการยืนยันตัวตนเอาไว้เสียก่อน มันก็จะช่วยคุณได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว 

สรุป ความน่าสนใจของการขอแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ใหม่ 

วิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ สามารถใช้งานได้จริงบอกเลย ถ้าคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางด้านรถยนต์ หรือการขับขี่อย่างปลอดภัยก็ขอแนะนำให้เข้ามาพูดคุยกันกับเรานะ ตอนนี้มีบริการที่น่าสนใจมากมายเลย สนใจสมัครด่วนเลยที่เว็บไซต์ของเรา 

ขอขอบคุณภาพจาก https://pixabay.com/

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook