3 สัญญาณ ที่บ่งบอกว่าควรเปลี่ยน ผ้าเบรก โดยด่วน

3 สัญญาณ ที่บ่งบอกว่าควรเปลี่ยน ผ้าเบรก โดยด่วน

เชื่อว่าหลายคนคงจำไม่ได้แล้วว่าเปลี่ยนผ้าเบรกครั้งล่าสุดคือเมื่อไหร่หรือมีการใช้งานมานานแค่ไหนแล้ว โดยปกติแล้วผ้าเบรกนั้นจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 50,000 – 60,000 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าใช้งานได้ค่อนข้างนานเลย และนี่อาจทำให้หลายๆ คนมักลืมที่จะตรวจสอบกันว่ารถยนต์ของตัวเองใช้งานผ้าเบรกมานานแค่ไหน เพราะฉะนั้นวันนี้เราพามาเช็คดูกันว่า เราจะสามารถเปลี่ยน ผ้าเบรก เมื่อใดได้บ้าง

ผ้าเบรก มีความสำคัญอย่างไร?

ผ้าเบรก คือ ส่วนประกอบที่สำคัญมาๆ สำหรับรถยนต์ โดยทำหน้าที่ใช้ชะลอหรือหยุดความเร็วของรถยนต์ และเมื่อเราทำการเหยียบเบรก ผ้าเบรกก็จะดันจานเบรกเพื่อสร้างแรงเสียดทานเพื่อให้ล้อรถเกิดการชะลอตัว จึงทำให้ผ้าเบรกบางลงเรื่อยๆ ซึ่งผ้าเบรกที่บางมากแล้วอาจไม่สามารถห้ามรถให้หยุดได้ จึงเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างมาก เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่เราจะมาบอก 3 สัญญาณที่บ่งบอกว่าควรเปลี่ยน ผ้าเบรกด่วน โดยสามารถเช็คได้ ดังนี้

1. สัมผัสการเบรกไม่เหมือนเดิม

สำหรับอาการแรกนี้คงเห็นได้ชัดที่สุดเมื่อผ้าเบรกใกล้หมด เพราะส่งผลกระทบต่อการเบรกโดยตรง ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากเสียงที่ผิดปกติในขณะเหยียบเบรก เช่น เสียงดังเอี๊ยดๆ หรือดังครืดๆ เพราะนั่นหมายความว่า ผ้าเบรก บางจนเริ่มเหลือเพียงส่วนที่เป็นเหล็กแล้ว และหากมีอาการแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ อาจทำให้ส่วนของจานเบรกเสียหายได้ ดังนั้นทางที่ดีควรนำรถเข้าศูนย์แล้วเปลี่ยนผ้าเบรกในทันที

2. สังเกตไฟเตือนหน้าคอนโซล

ต่อมาให้คอยสังเกตไฟเตือนหน้าคอนโซล โดยจะมีสัญลักษณ์เป็นรูปตัว (P) ถ้าหากสัญลักษณ์นี้มีไฟขึ้นแสดงว่าระบบเบรกกำลังมีปัญหา ทั้งนี้อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อย่างเช่น น้ำมันเบรกรั่ว หรือผ้าเบรกเริ่มหมด ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนใหม่แล้ว

3. ต้องยกเบรกมือสูงกว่าปกติ

ปกติแล้วเวลาที่เราต้องจอดรถยนต์ไว้กับที่ก็จะต้องเข้าเกียร์จอดแล้วดึงเบรกมือขึ้นเสมอ ซึ่งถ้าหากเมื่อไหร่ที่ดึงแล้วรู้สึกว่าเบรกมือหลวมๆ จนต้องดึงให้สูงขึ้นกว่าปกติ นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า ผ้าเบรก เริ่มบางมากแล้ว ควรเข้าศูนย์เพื่อเช็คโดยด่วน

และนี่ก็คือ 3 สัญญาณเตือนว่าเราควรที่จะเปลี่ยน ผ้าเบรก ได้แล้ว เพราะผ้าเบรกคือหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ ที่ส่งผลต่อการขับขี่อย่างปลอดภัยบนท้องถนนนั่นเอง เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญและหมั่นตรวจสอบผ้าเบรก รวมถึงหมั่นสังเกตอาการผิดปกติเหล่านี้อยู่เสมอ เพื่อจะได้ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และเพื่อความปลอดภัยทั้งต่อตัวเอง คนรอบข้าง และเพื่อนร่วมเดินทาง

รูปภาพประกอบ : matichon.co.th

รูปภาพประกอบ : kcharoenyangyont.com

รูปภาพประกอบ : roojai.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

4 ปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงถึง เมื่อคิดจะซื้อ มอเตอร์ไซค์

4 ปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงถึง เมื่อคิดจะซื้อ มอเตอร์ไซค์

ปัจจุบันรถมอเตอร์ไซค์ถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด เพราะเป็นยานพาหนะที่คล่องตัว ช่วยอำนวยความสะดวกสบายเรื่องการเดินทาง ดังนั้นการที่จะซื้อ มอเตอร์ไซค์ สักคัน ทำให้ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจนาน เพราะเดี๋ยวนี้มีรถรุ่นใหม่ออกมาให้เลือกเพียบเลย แล้ว การเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้างนะ บทความจากเราวันนี้มีคำตอบให้คุณอย่างแน่นอน

1. ปัจจัยทางการเงิน

อันดับแรกหากคิดจะซื้อ มอเตอร์ไซค์ ก็คือ ควรวางแผนให้เหมาะสมกับสภาพการเงินมากที่สุด ไม่ว่าจะซื้อด้วยเงินสดหรือแบ่งผ่อนชำระก็ควรศึกษาข้อมูลให้ดีๆ ทั้งสินเชื่อการผ่อนหรือการดาวน์แต่ละบริษัท และนำมาเปรียบเทียบว่าเจ้าไหนเหมาะกับสภาพทางการเงินเรามากที่สุด และต้องแน่ใจว่าจะไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน

2. ลักษณะการใช้งาน

ต้องถามตัวเองว่าจะซื้อรถมอเตอร์ไซค์ไปทำอะไร และใช้งานแบบไหน เพราะรถมอเตอร์ไซค์มีหลายประเภท เช่น

• รถมอเตอร์ไซค์ครอบครัว ซึ่งจะเหมาะกับการใช้งานทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน เน้นทางที่ไม่ไกลมากนัก มีความคุ้มค่า อึดทนและประหยัดน้ำมัน

• รถมอเตอร์ไซค์ครอบครัวแบบสปอร์ต มีความทันสมัยกว่ารถแบบครอบครัว มีความคล่องตัวกว่า และเหมาะแก่การใช้งานบนท้องถนนทั่วไป

• รถมอเตอร์ไซค์แบบสกูตเตอร์ ( Scooter ) คล้ายกับรถครอบครัวแต่จะมีขนาดใหญ่กว่า ใช้ระบบเกียร์ออโตเมติกขับเคลื่อนด้วยสายพาน การใช้งานง่าย และเหมาะสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน

• รถมอเตอร์ไซค์แนวสปอร์ตอย่าง บิ๊กไบค์ มีความโฉบเฉี่ยว สมรรถนะสูง ดีไซน์เด่น แต่รถประเภทนี้จำเป็นต้องมีทักษะในการขับขี่มากพอสมควร เหมาะกับผู้ที่ชอบความเร็วและการขับขี่ใช้งานในระยะทางไกล

3. ฟังก์ชันการใช้งาน

นอกจากเรื่องอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยหลักในการซื้อรถมอเตอร์ไซค์แล้ว ฟังก์ชั่นการใช้งานของตัวรถก็สำคัญ ดังนั้นควรมองหาฟังก์ชันที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตของคุณให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความจุที่เก็บ ของ ขนาดที่นั่ง หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นต้น

4. บริการหลังการขาย

สุดท้ายควรเลือกซื้อ มอเตอร์ไซค์ จากร้านที่ได้มาตรฐานด้านการให้บริการ ที่มีศูนย์ซ่อมบริการมอเตอร์ไซค์และมีบริการหลังการขายที่ดี เพื่อที่รถของเราจะได้รับการดูแลและแก้ไขได้ทันท่วงทีเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น รวมไปถึงควรมีระยะเวลาการรับประกันที่เหมาะสมด้วย

และนี่ก็คือ 4 ปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงถึงเมื่อคิดจะซื้อ มอเตอร์ไซค์ คันใหม่ให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เราจะต้องคิดพิจารณาอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจซื้อ เพื่อให้สามารถเลือกซื้อรถมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ และมีความคุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดนั่นเอง สิ่งสำคัญซื้อมาเพื่อสร้างประโยชน์ และไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันจะดีที่สุด

รูปภาพประกอบ : blogs.peeramotosports.co.th

รูปภาพประกอบ : greatbiker.com

รูปภาพประกอบ : masii.co.th

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

เผยสาเหตุที่ทำให้ รถเหินน้ำ พร้อมวิธีการป้องกันในเบื้องต้น

เผยสาเหตุที่ทำให้ รถเหินน้ำ พร้อมวิธีการป้องกันในเบื้องต้น

การขับขี่บนท้องถนนในขณะที่ฝนตกหรือมีน้ำเจิ่งนองนั้นค่อนข้างอันตรายเลยทีเดียว เพราะเป็นช่วงเวลาที่รถยนต์มักเกิดอาการ รถเหินน้ำ ซึ่งเป็นอาการที่รถสูญเสียการควบคุมในชั่วขณะ แต่ก็อันตรายพอที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาพูดถึงสาเหตุที่ทำให้รถยนต์เกิดอาการเหินน้ำกัน พร้อมวิธีการป้องกัน เพื่อสร้างความเข้าใจและเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

ปัจจัยที่ทำให้รถเกิดอาการเหินน้ำ

1. สภาพถนน

โดยพื้นฐานแล้ว ยิ่งมีน้ำขังบนผิวถนนลึกมากเท่าใด โอกาสที่รถยนต์เกิดอาการเหินน้ำก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น หากผิวถนนเป็นพื้นคอนกรีตและมีน้ำท่วมขังเล็กๆ ที่เกิดจากฝนตกจนกลายเป็นแอ่งน้ำ โอกาสที่ รถเหินน้ำ และสูญเสียการควบคุมนั้นจะเกิดขึ้นง่ายกว่าถนนลาดยางมะตอย แต่ทั้งนี้ถนนลาดยางมะตอยก็จะมีความลื่นมากกว่าเมื่อเกิดฝนตก ดังนั้นไม่ควรใช้ความเร็วสูงขับฝ่าแอ่งน้ำเด็ดขาด

2. ความเร็ว

ยางรถยนต์จะต้องใช้เวลาในการรีดน้ำออก ยิ่งใช้ความเร็วสูงเท่าไรระยะเวลาในการรีดน้ำออกจากหน้ายางก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงในระหว่างที่เกิดฝนตก ดอกยางที่ไปทับบนแอ่งน้ำก็จะรีดน้ำออกได้ไม่ทัน ทำให้หน้ายางรถยนต์ไม่สัมผัสกับพื้นผิวถนน จึงเกิดอาการเหินน้ำลื่นไถลได้

3. ความลึกของดอกยาง

เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุด แม้แต่ยางรถที่ดีที่สุดก็ยังไม่สามารถต้านทานอาการเหินน้ำได้ ดังนั้นเมื่อดอกยางมีการสึกถึง 2/32 นิ้วหรือน้อยกว่านั้น ควรทำการเปลี่ยนยางที่สึกหรอโดยเร็วที่สุด เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยบนถนนขณะที่เกิดฝนตก

4. น้ำหนักรถ

เมื่อลองทำการเปรียบเทียบรถยนต์สองคันที่ได้ติดตั้งยางรถขนาดและประเภทเดียวกัน แต่พบว่ารถยนต์ที่มีน้ำหนักมากกว่านั้นได้เปรียบในเรื่องของการต้านทานอาการเหินน้ำได้มากกว่า เนื่องจากตัวรถจะมีแรงขับน้ำออกจากยางได้มากกว่านั่นเอง

วิธีการป้องกันอาการ รถเหินน้ำ

1. เมื่อเกิดฝนตกและบนพื้นถนนมีน้ำขัง ไม่ควรขับรถเร็วเกิน 70 – 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้ความระมัดระวัง ยิ่งถ้าเกิดฝนตกหนักจนมองไม่เห็นทาง ก็ให้รีบหาที่ปลอดภัยจอดรถแล้วค่อยเดินทางต่อ เพราะถ้าฝืนขับต่อไปอาจเกิดอันตรายได้

2. ยางรถยนต์ต้องมีดอกยางที่ลึกเสมอ ถ้ายางหัวโล้น หรือยางที่มีการใช้งานมายาวนานจนดอกยางหมดนั้น จำไว้เลยว่าอันตรายมาก

3. ห้ามปิดระบบ Traction Control เมื่อต้องขับรถบนพื้นถนนที่เปียก

จบกันไปแล้วกับ สาเหตุที่ทำให้ รถเหินน้ำ พร้อมวิธีการป้องกันในเบื้องต้น ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ เพื่อให้หลายคนได้ทำความเข้าใจ และตระหนักถึงอันตรายในช่วงเวลาเหล่านั้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมนำไปปรับใช้และปฏิบัติตามกันด้วยนะ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

รูปภาพประกอบ : car.kapook.com

รูปภาพประกอบ : thairath.co.th

รูปภาพประกอบ : naichangmashare.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

6 ข้อควรรู้ เมื่อต้อง ขับรถทางไกล เพื่อความปลอดภัย

6 ข้อควรรู้ เมื่อต้อง ขับรถทางไกล เพื่อความปลอดภัย

สำหรับบางคนแล้วการขับรถยนต์เดินทางไกลข้ามจังหวัดนั้นอาจเป็นเรื่องแสนปกติ แต่กับบางคนที่นานๆ ทีปีหนจะได้ขับออกต่างจังหวัดสักที ก็เป็นเรื่องชวนเครียดได้เหมือนกัน เนื่องจากรถเยอะการจราจรแน่นและแออัดจึงเกิดความกลัวได้ เอาล่ะวันนี้เราจะมาบอกสิ่งที่ต้องรู้ในการ ขับรถทางไกล เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ และคลายความกังวลลดลงไปได้เมื่อถึงเวลาต้องออกเดินทางจริงๆ

1. ความเร็วต้องสัมพันธ์กับรถคันอื่น

ข้อแรกความเร็วขณะขับขี่เป็นสิ่งสำคัญ โดยในแต่ละเลนบนถนนจะมีการใช้ความเร็วไม่เท่ากัน เลนซ้ายเหมาะกับรถบรรทุกที่ขับช้าๆ ส่วนเลนกลางและขวาสุดจะเหมาะกับรถคันที่ใช้ความเร็วมากขึ้น ดังนั้นต้องเลือกเลนให้เหมาะสมกับสไตล์การขับรถของตัวเอง

2. วางตำแหน่งรถให้อยู่ในจุดปลอดภัย

ควรรักษาระยะห่างจากรถคันอื่นๆ เพื่อเผื่อระยะให้สามารถเบรก หักหลบสิ่งกีดขวางได้เร็วและปลอดภัย และต้องดูตำแหน่งของรถคันอื่นๆ ที่อยู่ข้างหน้าด้วย เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมที่จะมองกระจกส่องหลังด้วย

3. ศึกษาแผนที่ก่อนเดินทาง

แม้จะมีอุปกรณ์นำทางอย่าง GPS แต่การ ขับรถทางไกล เราควรมีความรู้เรื่องแผนที่ไว้ก่อน ต้องดูว่าถนนแต่ละเส้นหมายเลขอะไร หลักกิโลเมตรที่เท่าไร ซึ่งจะต้องรู้อย่างละเอียด โดยปัจจุบันมี Google Street View เอาไว้ดูภาพถนนหนทางผ่านมือถือได้ เพื่อศึกษาเส้นทางและสภาพถนนล่วงหน้า ซึ่งนี่จะทำให้สามารถขับได้ง่ายขึ้น

4. ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

ถนนบางสายมีการจำกัดความเร็วและตั้งกล้องตรวจจับความเร็วเอาไว้ หากรถคันไหนวิ่งด้วยความเร็วเกินกว่าที่กำหนดก็จะถูกถ่ายภาพและส่งใบสั่งมาที่บ้าน อาจต้องเสียค่าปรับได้ ดังนั้นต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

5. เติมลมให้มากกว่าปกติ

ในการ ขับรถทางไกล นั้น ควรเติมลมยางให้มากกว่าปกติเล็กน้อย เพราะหากลมยางอ่อน อาจทำให้ยางมีโอกาสที่จะระเบิดได้

6. จอดพัก จอดนอน

สุดท้ายควรวางแผนในการจอดพักรถและพักคนเป็นระยะๆ หากรู้ตัวว่าขับไม่ไหวก็อย่าฝืน ควรมีเก้าอี้พับติดรถไว้ เช่น เก้าอี้สำหรับแคมป์ปิ้ง เผื่อไว้นั่งพักตามปั๊มน้ำมัน ซึ่งสามารถใช้นั่งงีบหลับได้ในตอนกลางวัน เพราะถ้าหลับในรถคงไม่ไหวแน่นอน เนื่องจากอากาศค่อนข้างร้อนเกินไป

และทั้งหมดนี้ก็เป็น 6 ข้อควรรู้ เมื่อต้อง ขับรถทางไกล เพื่อความปลอดภัย ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ เพื่อเป็นแนวทาวปฏิบัติสำหรับคนที่มีประสบการณ์ขับรถทางไกลค่อนข้างน้อย ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงอาจเป็นประโยชน์ และความรู้เพิ่มเติมที่สามารถนำไปปรับใช้ในสถานการณ์จริงได้

รูปภาพประกอบ : ktc.co.th

รูปภาพประกอบ : energy-reform.com

รูปภาพประกอบ : bangkokbiznews.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

จอดรถตากฝน ส่งผลเสียอย่างไร และมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไรได้บ้าง

จอดรถตากฝน ส่งผลเสียอย่างไร และมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไรได้บ้าง

เริ่มเข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้ว หลายคนติดนิสัยการจอดรถกลางแจ้ง รู้หรือไม่ว่าการจอดรถตากแดดตากฝนไว้แบบนั้นอาจส่งผลเสียได้ วันนี้เราจึงอยากจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับผลเสียของการจอดรถกลางแจ้ง พร้อมวิธีการดูแลหากต้อง จอดรถตากฝน เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับใครหลายคนในช่วงหน้าฝนแบบนี้ เอาล่ะรายละเอียดข้อมูลจะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาอ่านกันเลย

1. จอดรถตากฝน ทำให้สีรถหมองลง

อย่างที่ทราบกันดีว่ารังสี UV เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้รถสีหมองลง และน้ำฝนก็เป็นอีกหนึ่งตัวการใหญ่ที่มีส่วนทำให้สีของรถหมองลงได้ เพราะในอากาศเต็มไปด้วยมลภาวะและสารเคมีต่างๆ มากมาย รวมถึง ฝุ่นละอองน้อยใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเราก็ทราบกันดีว่ามันมีเยอะขนาดไหน ดังนั้นเมื่อฝนตกลงมาก็เป็นการนำเอาพวกฝุ่นและมลพิษเหล่านั้นตกลงมาด้วย ซึ่งพอตกลงมาโดนรถยนต์ที่จอดอยู่ แน่นอนว่าฝุ่นละอองพิษเหล่านั้นก็มาติดอยู่บนสีที่เคลือบรถ และเมื่อทิ้งไว้นานๆ เข้าจึงเกิดเป็นคราบฝังแน่น จนส่งผลให้สีรถดูหมองลงนั่นเอง

2. จอดตากฝนทำให้เครื่องยนต์พังได้

แน่นอนว่าสิ่งที่มาพร้อมกับน้ำฝนก็คือเรื่องของความชื้น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวการอันตรายที่จะทำให้รถยนต์เสื่อมสภาพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเครื่องยนต์เจอกับความชื้นสะสม ส่งผลให้การสตาร์ทรถยนต์เป็นเรื่องยากมากยิ่งขึ้น

วิธีการดูแลรถยนต์เมื่อจำเป็นต้อง จอดรถตากฝน

• บางครั้งเราก็ไม่สามารถเลี่ยงการจอดรถกลางแจ้งได้ และยิ่งช่วงหน้าฝนแบบนี้ด้วยแล้ว บางคนก็มีความจำเป็นที่ต้องจอดรถตากฝนไว้ ดังนั้นเมื่อฝนหยุดตกแล้วสิ่งที่ควรทำก็คือ ล้างรถด้วยน้ำสะอาดจนกว่าคราบและฝุ่นที่เกาะอยู่จะออกเกลี้ยง จากนั้นก็เช็ดให้แห้งโดยไม่ต้องรอให้รถแห้งเอง เพราะนั่นเป็นการปล่อยให้ฝุ่นและคราบยิ่งฝังแน่นไปกับสีรถ และหากมีเวลาก็ควรนำรถไปเคลือบสีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันสีรถหมอง และเป็นการเสริมเกราะป้องกันสีรถอีกด้วย

• ถ้าใครมีเวลาว่างแบบไม่เร่งรีบ แนะนำว่าควรล้างรถด้วยวิธีล้างรถแบบที่คุ้นเคย เสร็จแล้วจึงใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดรถให้แห้งสนิท และอย่าลืมเช็ดที่บริเวณขอบยางด้านในด้วย เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้แบบชื้นๆ อาจทำให้ขึ้นราได้

จบกันไปแล้วกับ ผลเสียของการ จอดรถตากฝน พร้อมวิธีการดูแลรถ หากจำเป็นต้องจอดตากฝนจริงๆ แบบเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามอย่าลืมจำและนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้กันนะ เพราะนี่ก็เข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้วด้วย เชื่อว่าคงเป็นประโยชน์กับใครหลายๆ คน ที่อาจได้นำไปใช้ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

รูปภาพประกอบ : prosoftgps.com

รูปภาพประกอบ : auto.mthai.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

How to ความรู้ป้ายทะเบียนหายขอป้ายใหม่ทำอย่างไร สิ่งที่คุณควรรู้ และควรทำ 

How to ความรู้ป้ายทะเบียนหายขอป้ายใหม่ทำอย่างไร สิ่งที่คุณควรรู้ และควรทำ 

ป้ายทะเบียนรถยนต์สิ่งหนึ่งที่จำเป็นเป็นอย่างมากในการยืนยันระบุหมายเลขของรถยนต์ที่ทำมาด้วยโลหะ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ถ้าหากคุณทำหายคุณก็สามารถขอใหม่ได้แต่ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นก็จะถูกส่งไปให้ทางด้านทีมงานทำทะเบียน ซึ่งจะทำการสร้างป้ายทะเบียนรถยนต์ให้กับคุณอันใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าหลายๆ คนที่ขับรถอยู่ในปัจจุบันก็คงไม่อยากจะให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นกับรถของคุณอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากเกิดขึ้นมาแล้วละก็ คุณก็ควรจะรู้จักข้อมูลเหล่านี้เอาไว้ สิ่งที่คุณควรจะจัดเตรียมก่อนที่จะไปยื่นขอป้ายทะเบียนใหม่จากตัวเดิมที่หายไป 

เอกสารที่จำเป็นสำหรับการขอแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ 

แน่นอนว่าการขอแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ ก็ต้องมีขั้นตอนมากพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ยุ่งยากจนเกินไปสำหรับการทำข้อมูลในยุคปัจจุบัน และนอกเหนือจากนี้ถ้าคุณมีทะเบียนอีกอันหนึ่งที่ยังไม่หายไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า หรือด้านหลังรถยนต์ คุณก็สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างได้ ซึ่งบอกเลยว่าสามารถช่วยให้คุณนั้นสะดวกสบายได้มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน เอกสารที่จำเป็นก็มีดังต่อไปนี้ 

  • คู่มือทะเบียนรถยนต์ฉบับจริง 
  • บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของเจ้าของรถ 
  • เอกสารเกี่ยวกับสำเนาทะเบียนบ้าน 

ค่าธรรมเนียมในการขอแผ่นป้ายใบใหม่ 

แน่นอนว่าจะมีค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเช่นเดียวกันซึ่งจะตกค่าป้ายประมาณ 100 บาท และค่าคำขออยู่ที่ 5 บาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จะรีบดำเนินการให้โดยทันที ซึ่งจะใช้เวลาไม่นานมากนะประมาณ 15 ถึง 30 วันการทำป้ายก็จะเสร็จสมบูรณ์ 

และอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือ การขอใบยืนยันตัวตนว่าเรากำลังขอเอกสารเกี่ยวกับเรื่องแผ่นป้ายอยู่ในปัจจุบัน 

ซึ่งจะสามารถช่วยทำให้คุณนั้นปลอดภัยจากการทำผิดกฎจราจร โดยที่ตัวเองมีแผ่นป้ายเพียงแค่แผ่นเดียวได้แบบสบายๆ 

ตามกฎหมายเกี่ยวกับแผ่นป้ายทะเบียน ถ้าหากคุณไม่ขอเอกสารยืนยันตัวตน 

สำหรับท่านใดที่ยื่นแบบฟอร์มเป็นที่เรียบร้อยแล้วละก็ ขอแนะนำให้คุณนั้นยื่นข้อมูลเกี่ยวกับการขอแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ด้วย ซึ่งวิธีนี้จะสามารถช่วยให้คุณนั้นหลีกเลี่ยงจะค่าปรับได้เป็นอย่างดี 

ซึ่งในตามกฎหมายจราจร ถ้าหากคุณนั้นขับขี่รถยนต์ หรือยานพาหนะที่ไม่สวมแผ่นป้ายทะเบียน ก็จะมีความผิดตามกฎหมายของการใช้รถ และถนน 

แน่นอนว่าในตอนนี้มีค่าปรับสูงพอสมควรประมาณ 2,000 บาท ซึ่งถ้าหากคุณนั้นไม่อยากจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ก็ขอแนะนำให้คุณขอเอกสารการยืนยันตัวตนเอาไว้เสียก่อน มันก็จะช่วยคุณได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว 

สรุป ความน่าสนใจของการขอแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ใหม่ 

วิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ สามารถใช้งานได้จริงบอกเลย ถ้าคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางด้านรถยนต์ หรือการขับขี่อย่างปลอดภัยก็ขอแนะนำให้เข้ามาพูดคุยกันกับเรานะ ตอนนี้มีบริการที่น่าสนใจมากมายเลย สนใจสมัครด่วนเลยที่เว็บไซต์ของเรา 

ขอขอบคุณภาพจาก https://pixabay.com/

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

Lamina Digital CeraMatrix Ceramic films ฟิล์มคุณภาพ ดูธรรมชาติ

Lamina Digital CeraMatrix Ceramic films ฟิล์มคุณภาพ ดูธรรมชาติ

ทาง Lamina ได้มีการออกแบบฟิล์มแบบ Ceramic อย่าง Lamina Digital CeraMatrix Ceramic films ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความเป็นธรรมชาติ มองสบายตา เรียกได้ว่าเป็นตัวท๊อปของทาง Lamina เลยก็ได้ ทั้งยังมีนวัตกรรมที่หลากหลาย รองรับความทันสมัย และตอบโจทย์การใช้งาน จะดีขนาดไหน ตามมาอ่านกันต่อเลยดีกว่า


คุณสมบัติ จัดเต็ม

                Lamina Digital CeraMatrix Ceramic films มีการออกแบบให้ป็นโทนสี Soft Charcoal ที่ด้านนอกจะดูมืด ดูดุดัน แต่ด้านในดูสว่างตา ไม่เงาสะท้อนในเวลาขับรถอีกด้วย ทั้งนี้ยังรองรับระบบ GPS และ Easy Pass ไม่ทำให้สัญญาเกิดการขัดข้อง ทะลุผ่านได้ง่าย ยกเว้นแสงแดดที่จะไม่มีทางผ่านเข้ามาได้เพราะมีนวัตกรรมอย่าง TSER ที่ช่วยลดความร้อนจากแดดที่มาจากแสงแดด ทั้งยังเป็นการถนอมผิวทั้งคน ทั้งรถอีกด้วย
คุณภาพ 4 ระดับ 
                โดย Lamina Digital CeraMatrix Ceramic films จะคุณภาพให้เลือกถึง 4 ระดับ โดยทุกแบบจะเป็นสีซอฟท์ ชาโคล และสามารถลดแสงรังสี UV ได้ถึง 99% ทั้งยังลดการสะท้อนแสงได้ถึง 8% ซึ่งอย่างแรกจะเป็นแบบ L05 Digital CeraMatrix สามารถลดความร้อนจากแสงแดดได้ถึง 64% และลดความร้อนของสปอตไลท์ได้ถึง 77% ส่วนแสงสามารถส่องผ่านได้ 5% อย่างแบบที่สอง L15 Digital CeraMatrix สามารถลดความร้อนจากแสงแดดได้ถึง 60% และลดความร้อนของสปอตไลท์ได้ถึง 70% ส่วนแสงสามารถส่องผ่านได้ 19%  อย่างที่สาม L30 Digital CeraMatrix สามารถลดความร้อนจากแสงแดดได้ถึง 56% และลดความร้อนของสปอตไลท์ได้ถึง 64% ส่วนแสงสามารถส่องผ่านได้ 33%  และสุดท้ายแบบ L40 Digital CeraMatrix สามารถลดความร้อนจากแสงแดดได้ถึง 53% และลดความร้อนของสปอตไลท์ได้ถึง 59% ส่วนแสงสามารถส่องผ่านได้ 43%

รับประกันจากสถาบัน
                ทาง Lamina ได้มีการันตีว่าฟิล์มทุกรุ่นได้รับมาตรฐานจาก AIMCAL และ ASTM ที่บ่งบอกว่าปลอดสนิมทุกรุ่น
ทั้งยังได้รับมาตรฐานระดับโลกอย่าง ISO9001 อีกด้วย ทั้งยังมีการผลิตแบบ ASHRAE โดยมีการทดสอบค่ารังสี UV ในความยาวคลื่น 300-380 นิวตันเมตร ที่ Air Mass 2 เรียกได้ว่า Lamina Digital CeraMatrix Ceramic films นั้นมีคุณภาพครบเครื่องอย่างมาก
                Lamina Digital CeraMatrix Ceramic films นั้นเหมาะสำหรับทั้งคนที่ใช้รถในเวลากลางวันและกลางคืน เพราะกลางวันฟิล์มสามารถช่วยแสงแดด หรือแสงรบกวนการมองเห็นได้อย่างมาก และกลางคืนฟิล์มข้างนอกจะมีความทึบ เป็นสีออกดำ แต่ด้านในโปร่งแสง ทำให้มีความเป็นส่วนตัว และด้านในก็มองเห็นได้ง่าย โดยที่ไม่บังตา หรือหลอกตา ซึ่งมีความต่างจากฟิล์มทั่วไป ที่ด้านนอกมืด แล้วด้านในมืดไปด้วย ทำให้ปิดบังการมองเห็น และอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายอีกด้วย

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

Toyota Yaris CROSS HEV รถโตโยต้า ออฟชั่นจัดเต็ม กับราคาเริ่มต้น 789,000 บาท

Toyota Yaris CROSS HEV รถโตโยต้า ออฟชั่นจัดเต็ม

เชื่อว่าหลายคนรู้จักยี่ห้อรถชื่อดังอย่าง Toyota กันเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์รถที่ตีตลาดอัดดับต้นๆ ของไทยเลยก็ว่าได้ และในปีนี้ก็ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ รถโตโยต้า Toyota Yaris CROSS HEV ขนาด B-SUV 5 ที่นั่ง ที่ตอนนี้กำลังเป็นกระแสฮอตและมียอดจองอย่างต่อเนื่อง โดยทางโตโยต้าคาดว่าจะทะลุ 2,000 คันต่อเดือนตามเป้าอย่างแน่นอน

สรุปจุดเด่นของ รถโตโยต้า Toyota Yaris CROSS HEV

• เริ่มจากเรื่องของดีไซน์หน้าตาที่มีความเท่สปอร์ตหรูหราตามสไตล์ของ Toyota พร้อมออฟชั่นต่างๆ ในการขับขี่ที่ใส่มาให้แบบจัดเต็มอีกด้วย

• ถัดมาที่ตำแหน่งนั่งภายในรถนั้นก็ทำออกมาได้ดีตามที่คาดกันไว้ ตั้งแต่มุมมองการนั่งต่างๆ ที่สามารถเห็นได้อย่างจัดเจน การปรับตำแหน่งเบาะไม่มาก และพวงมาลัยที่สามารถปรับได้ถึง 4 ทิศทาเลยทีเดียว

• ต่อมาเรื่องของพละกำลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC รหัส 2NR-VEX ขนาด 1.5 ลิตร 1,496ccโดยให้พละกำลังสูงสุด 91 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 121 นิวตันเมตร ที่ 4,000 – 4,800 รอบ/นาที และยังทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 80 แรงม้า 141 นิวตันเมตร

• เมื่อเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกัน ก็จะได้พละกำลังรวม 111 แรงม้า ที่นำมาจับคู่กับเกียร์แบบอัตโนมัติ e-CVT พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 0.7 kWh ที่ช่วยในการขับเคลื่อนล้อหน้า

• ให้ความเร็วสูงสุด Top Speed ที่ 160 km/h มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 26.3 กิโลเมตร/ลิตร

• มาพร้อมระบบช่วยเหลือในการขับขี่ Toyota Safety SENSE

• มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แบบแปรผัน Adaptive Cruise Control All-Speed with Stop & Go

• มีระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้า Pre-Collision System

• มีระบบการแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกเลน และดึงพวงมาลัยกลับ Lane Departure Alert

• มีระบบการควบคุมรถให้อยู่ในเลนที่กำหนด Lane Keeping Control

• มีระบบปรับไฟสูงโดยอัตโนมัติ Automatic High Beam

• มีระบบแจ้งเตือนเมื่อรถคันหน้าเริ่มเคลื่อนตัว Front Departure Alert

• สุดท้ายกับจุดเด่นที่ รถโตโยต้า Toyota Yaris CROSS HEV รุ่นนี้มีก็คือระบบป้องกันการเหยียบคันเร่งแบบผิดวิธี Pedal Misoperation Control

และนี่ก็คือจุดเด่นของ รถโตโยต้า Toyota Yaris CROSS HEV ที่เราได้พูดถึงไปในวันนี้ เรียกได้ว่าออฟชั่นจัดเต็มชนิดที่ว่ามาเหนือกว่ารถรุ่นพี่ๆ ทีเดียว ส่วนเรื่องของรูปร่างหน้าตานั้นสวยงามมีความสปอร์ตเท่และหรูหราสง่าน่าใช้งานตามแบบฉบับของทางโตโยต้าอยู่แล้ว และในเรื่องของสมรรถนะการขับขี่บอกเลยว่าทรงพลังและขับสนุกอย่างแน่นอน สำหรับใครที่เป็นแฟนพันธ์แท้ค่ายรถ Toyota บอกเลยว่าห้ามพลาด โดยราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 789,000 บาทเท่านั้น ใครที่เล็งอยู่ก็ตามไปจับจองกันได้เลยจ้า

รูปภาพประกอบ : autolifethailand.tv

รูปภาพประกอบ : zigwheels.co.th

รูปภาพประกอบ : one2car.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

รวม 5 เทคนิคการเลือกซื้อ มอเตอร์ไซค์ ให้ประหยัดและคุ้มค่าที่สุด

รวม 5 เทคนิคการเลือกซื้อ มอเตอร์ไซค์ ให้ประหยัดและคุ้มค่าที่สุด

สำหรับใครที่รู้ตัวว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยแต่อยากจะลงทุนซื้อรถมอเตอร์ไซค์มาไว้ใช้งานสักคัน ต้องห้ามพลาดบทความนี้เลย เพราะวันนี้เรามี 5 เทคนิคการเลือกซื้อ มอเตอร์ไซค์ อย่างไรให้ประหยัดและคุ้มค่าที่สุดมาฝากกัน เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกซื้อรถ ที่จะได้ทั้งความประหยัดและความคุ้มค่าในคราเดียวกัน มาดูกันดีกว่าว่าจะเทคนิคอะไรบ้าง ตามมาเช็คไปพร้อมๆ กันเลย

1. เลือกรถให้ตรงกับไลฟ์สไตล์

เลือกรถ มอเตอร์ไซค์ ให้ตรงกับสไตล์ตัวเอง รวมถึงลักษณะภูมิประเทศที่อยู่อาศัยด้วย เช่น ทำงานทางไกลก็ต้องเลือกรถที่ขับทางไกลได้ดี โครงสร้างทนทาน หากใช้รถในพื้นที่เป็นภูเขาก็ต้องเลือกรถที่มีแรงบิดดี ขึ้นลงเขาได้สบายๆ ซึ่งหากเลือกรถที่ไม่ตรงกับการใช้ชีวิต ก็อาจจำเป็นต้องซื้อเพิ่มหรือต้องเปลี่ยนรถใหม่อยู่บ่อยๆ ทำให้รายจ่ายตามมาอีกเพียบ

2. เลือกรถมือสองแทนรถใหม่

การเลือกจักยานยนต์มือสอง เนื่องจากค่าตัวรถถูกกว่ามือหนึ่งแน่นอน โดยเฉพาะคันที่เป็นรองจากผู้ใช้งานมือแรก บางคนใช้รถน้อยมากๆ ขับไม่ถึง 10,000 กิโลเมตรก็มี ดังนั้นการเลือกรถมือสองก็จะช่วยในการประหยัดเงินได้หลายบาททีเดียว อย่างบางคันราคา 8,000 บาท และใช้งบในการซ่อมบำรุงรักษาอีกประมาณ 10,000 ก็เอาให้ขั้นเทพไปเลย แบบนี้ก็ทำให้สามารถใช้งานได้อีกยาวนาน เป็นหลักแสนกิโลได้แบบสบายๆ

3. ซื้อรถด้วยเงินสด

ต่อมาเลือกซื้อรถจักรยานยนต์ด้วยเงินสด จะทำให้ประหยัดเงินได้มากกว่าการที่ซื้อรถแบบเงินผ่อน โดยเฉพาะการดาวน์น้อยๆ ผ่อนนานๆ จะยิ่งทำให้รายจ่ายสูงขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

4. ซื้อแบบฟรีดาวน์ดอกเบี้ยแพง

ให้หลีกเลี่ยงการซื้อรถจักรยายนต์แบบฟรีดาวน์ เพราะดอกเบี้ยจะแพงกว่ามากๆ ทำให้ค่าใช้จ่ายที่จะต้องผ่อนรถในแต่ละเดือนนั้นสูงมากๆ เช่นกัน และระวังการเลือกซื้อรถยี่ห้อที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมกัน เพราะราคาจะตก ซึ่งหากจำเป็นต้องขายรถก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ในภายหลัง

5. เลือกซื้อเงินผ่อนต้องดาวน์ให้มากที่สุด

สำหรับการเลือกซื้อ มอเตอร์ไซค์ แบบเงินผ่อนนั้น แนะนำว่าควรวางเงินดาวน์ให้ได้มากที่สุด อย่างหนึ่งคือเพื่อความสบายใจ และที่สำคัญดอกเบี้ยจะน้อยกว่า การผ่อนชำระต่อเดือนก็น้อยกว่าเช่นกัน โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ยี่ห้อที่คนไม่ค่อยนิยม ราคาอาจตกแรงจึงควรดาวน์ให้มากเข้าไว้ หากมีปัญหาผ่อนไม่ไหวขึ้นมา ก็สามารถขายออกได้ง่ายกว่ารถฟรีดาวน์ หรือรถดาวน์น้อยๆ

และนี่ก็คือ 5 เทคนิคการเลือกซื้อ มอเตอร์ไซค์ ให้ประหยัดและคุ้มค่าที่สุด ถึงแม้ว่ารถมอเตอร์ไซค์นั้นราคาอาจไม่ได้แพงมากเหมือนกับรถยนต์ แต่สำหรับคนที่มีเงินเดือนน้อยๆ นั้นถือว่าเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร เพราะหากเลือกผิดพลาดขึ้นมาก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตได้เลย ดังนั้นควรเลือกรถให้เหมาะสมกับตัวเอง รวมไปถึงงบประมาณและไลฟ์สไตล์ของตนเองด้วย เพียงเท่านี้ก็จะมีรถไว้ใช้อย่างมีความสุขแล้ว

รูปภาพประกอบ : salehere.co.th

รูปภาพประกอบ : greatbiker.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

3 วิธีการกำจัดปัญหารอยขีดข่วนกับสีรถยนต์ โดยที่ไม่ต้องง้อช่างที่อู่

3 วิธีการกำจัดปัญหารอยขีดข่วนกับสีรถยนต์ โดยที่ไม่ต้องง้อช่างที่อู่

รับประกันได้เลยว่าทุกคนที่มีรถยนต์ จะกังวลใจกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน นั่นก็คือปัญหารอยขีดข่วน ใช่แล้วคุณอ่านไม่ผิดแต่อย่างใด ปัญหานี้นั้นเราเชื่อได้เลยว่าทุกคนน่าจะกังวลใจไม่แพ้กัน และบางคนกำลังพบเจอปัญหานี้อยู่อย่างแน่นอน ซึ่งเรามีวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้แบบง่าย ๆ ที่คุณนั้นสามารถทำได้ด้วยตัวคุณเอง วิธีการง่ายมาก แต่เราต้องบอกก่อนว่าวิธีการเหล่านี้เป็นวิธีการแบบ DIY ที่สามารถทำได้ที่บ้านเท่านั้นแต่ถ้าหากเป็นรอยที่มีร่องลึกจนต้อง ใช้สีเดิมในการเพิ่มเติมความสวยงามแล้ว เราก็เราขอแนะนำให้ไปพบช่างแต่ถ้าหากเป็นรอยขีดข่วนแบบปกติ คุณก็สามารถใช้วิธีการเหล่านี้ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งวิธีการก็มีดังต่อไปนี้ 

1. วิธีการกำจัดรอยขีดข่วนบาง ๆ แบบขนแมวด้วยกระดาษทรายละเอียดแบบสุด ๆ 

สำหรับใครที่มีปัญหารอยขีดข่วนบาง ๆ แบบขนแมวที่ติดอยู่ตามกระโปรงรถ และบริเวณตัวถังของคุณแล้วก็ขอแนะนำวิธีการที่ดีที่สุด ซึ่งสามารถช่วยให้คุณนั้นประหยัดเงินหลักพันได้เลยทีเดียวด้วยกระดาษทรายเบอร์ 3,000 ให้คุณนั้นนำกระดาษทรายเบอร์นี้พร้อมกับน้ำเล็กน้อยให้คุณถูวนน้ำเบาๆในจุดที่มีปัญหา ซึ่งวิธีนี้จะสามารถทำให้คุณนั้นลบเลือนรอยขีดข่วนออกไปได้แบบง่าย ๆ และแน่นอนว่าเมื่อเสร็จแล้ว เราขอแนะนำให้คุณใช้สเปรย์เคลือบเงาหรือน้ำยาเคลือบเงา เพื่อเก็บงานจะสามารถช่วยให้คุณนั้นประหยัดเงินได้หลายพันเลยทีเดียว 

2. การแก้ไขปัญหารอยขีดข่วนของสีรถยนต์ ด้วยยาสีฟันใช้งานได้ผลจริง 

เคล็ดลับที่ได้ผลดีไม่แพ้กัน นั่นก็คือการใช้ยาสีฟัน 1 หลอดในการแก้ไขปัญหาเรื่องสีของรถยนต์ของคุณที่ไม่ได้มีร่องรอย จนถึงขั้นขูดกับตัวถังโลหะหรืออลูมิเนียม ขอแนะนำให้คุณนั้นใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของWhitening ซึ่งวิธีนี้จะสามารถช่วยให้รถยนต์ของคุณปรับสภาพสีกลับมาใกล้เคียงกับของเดิมได้อย่างรวดเร็ววิธีการทำ ก็มีขั้นตอนดังต่อไปนี้นั่นก็คือ 

การใช้ผ้า สะอาด 1 ผืนกับยาสีฟัน บีบจำนวนเท่าเม็ดถั่วในการวนตามจุดแต่ละจุด ซึ่งวิธีนี้จะสามารถช่วยให้ลบเลือนร่องรอยการขีดข่วนได้มากพอสมควร และแน่นอนว่านี่คือความมหัศจรรย์ของยาสีฟันอย่างแท้จริงซึ่งคุณนั้นสามารถทำตามได้เลยทันที 

3. น้ำยาขัดสีรถ ช่วยกำจัดร่องรอยหนักได้ 

สำหรับใครที่มีร่องรอยการเฉี่ยวชน และมีสีที่แปลกปลอมนอกเหนือจากสีของรถคุณ คุณสามารถใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาขัดสีรถเป็นตัวช่วยอีกอย่างหนึ่ง ที่สามารถกำจัดสีรถของรถคันที่ชนคุณได้ ซึ่งจะสามารถกำจัดปัญหาเหล่านี้ออกได้แบบง่าย ๆ และรวดเร็ว วิธีการก็ใช้การทาน้ำยาเหล่านี้ลงไปแล้วใช้ผ้านุ่ม ๆ วนกับน้ำเล็กน้อย ซึ่งจะใช้เวลาไม่นานก็จะสามารถกำจัดสีรถของผู้ที่มาเฉี่ยวชนคุณได้ แน่นอนว่าถ้าหากแผลนั้นไม่ลึกมาก และไม่เข้าไปถึงสีผิวของเนื้อจริง คุณก็สามารถใช้วิธีการสอนวิธีขั้นตอนด้านบนได้เช่นเดียวกันซึ่งจะสามารถช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเดิม กับการดูแลรักษาสีรถยนต์ของคุณได้มากเลยทีเดียว 

สรุปความน่าสนใจโครงการดูแลสีรถยนต์ แบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องเข้าอู่ 

สำหรับท่านใดที่กำลังคิดว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการดูแลรักษาสีรถอยู่ในปัจจุบัน คุณลองนำวิธีการเหล่านี้ไปใช้ดูรับรองได้เลยว่าคุณนั้นจะต้องประทับใจอย่างแน่นอนกับการช่วยดูแลสีรถที่ดี และประหยัดเงิน 

ขอขอบคุณภาพจาก   https://pixabay.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook