10 เทคนิครับมือการ ขับรถหน้าฝน ให้ปลอดภัย ไร้กังวล ตลอดเส้นทาง

10 เทคนิครับมือการ ขับรถหน้าฝน ให้ปลอดภัย ไร้กังวล ตลอดเส้นทาง

ช่วงนี้ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงหน้าฝนกันแล้ว นอกจากจะต้องใช้สมาธิและความระมัดระวังในการใช้ความเร็วมากเป็นพิเศษแล้ว ก็ต้องอาศัยฝีมือการขับขี่และความพร้อมของรถด้วย วันนี้เราก็เลยจะมาบอก 10 เทคนิครับมือการ ขับรถหน้าฝน ให้ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุกัน จะมีเทคนิคไหนที่ต้องจำแล้วนำไปใช้บ้าง ตามมาเช็คไปพร้อมๆ กันเลย

1. เมื่อฝนตกหนักและเจอถนนที่มีแอ่งน้ำขัง ควรขับรถให้ช้าลงในความเร็วที่เหมาะสม ซึ่งก็คือ ไม่ควรเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

2. การ ขับรถหน้าฝน อาจเจออาการลื่นไถลที่ทำให้ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก อย่าเหยียบเบรกอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ล้อรถหยุดหมุนอย่างรวดเร็วและเกิดการลื่นไถลหนักกว่าเดิมจนยากจะแก้สถานการณ์ ดังนั้นต้องตั้งสติ และค่อยๆถอนเท้าออกจากคันเร่ง ประคองพวงมาลัยค่อยๆ ลดความเร็วลงอย่างนุ่มนวลแล้วค่อยๆ เหยียบเบรก

3. สำหรับรถที่บรรทุกน้ำหนักเยอะ ควรมีการเฉลี่ยน้ำหนักให้เหมาะสมก่อนออกเดินทางในช่วงหน้าฝน และยางจะต้องอยู่ในสภาพดี รวมถึงดูระบบเบรกและใบปัดน้ำฝนกับระบบไฟส่องสว่างให้ทำงานเต็มระบบด้วย

4. เมื่อเจอพายุฝนลมแรงจนมองไม่เห็นเส้นทางให้หาที่จอดรถ โดยจอดให้ห่างจากไหล่ทางหรือแวะเข้าปั๊มน้ำมันจะปลอดภัยกว่าการจอดอยู่บนไหล่ทาง

5. ให้ขับทิ้งระยะห่างจากรถคันข้างหน้า เพื่อให้มีพื้นที่ข้างหน้ามากพอในการเบรกหรือหลบ ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุชนท้ายรถคันข้างหน้าได้

6. ไม่ควรติดฟิล์มทึบที่กระจกหน้า เพราะจะทำให้การมองเห็นย่ำแย่เมื่อฝนตก โดยเฉพาะถ้าฝนตกตอนพลบค่ำจะทำให้การมองเห็นเลวร้ายลงจนอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

7. ไม่ควรติดฟิล์มที่กระจกบังลมบานหน้า ต่อให้ฟิล์มมีคุณภาพก็สามารถทำให้การมองเห็นขณะฝนตกไม่เหมือนเดิมแน่นอน

8. เตรียมพร้อมรับสถานการณ์เมื่อต้องขับรถกลางสายฝน ด้วยการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ของรถก่อนเดินทาง และสำรองแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ และเซฟเบอร์โทรฉุกเฉินเอาไว้

9. อย่าลดแรงดันลมยาง เพราะการกระทำดังกล่าวไม่ทำให้ยางยึดเกาะถนนมากขึ้น แต่จะทำให้ยางสึกหรอลงอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิสูงที่แก้มยางสูงขึ้นจนอาจทำให้เสี่ยงต่อการระเบิดได้

10. เลี่ยงการแซง และต้องเปิดทางให้รถที่เร็วกว่าแซงผ่านไป นอกจากนี้การ ขับรถหน้าฝน ก็ต้องระมัดระวังน้ำที่จะกระเด็นไปโดนคนเดินเท้า ควรเคารพสิทธิและเข้าใจ รวมถึงเห็นอกเห็นใจผู้คนรอบข้างที่ใช้รถใช้ถนนร่วมกันด้วย

จบกันไปแล้วกับ 10 เทคนิครับมือการ ขับรถหน้าฝน ให้ปลอดภัย ไร้กังวล ตลอดเส้นทาง เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นช่วงนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงหน้าฝนกันอีกแล้ว ก็อย่าลืมจำและนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กันนะ เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุตลอดเส้นทาง

รูปภาพประกอบ : new.autoinfo.co.th

รูปภาพประกอบ : thairath.co.th

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

ว่าด้วยเรื่องของการ ขับรถยนต์ ขับเร็วหรือช้า เหตุผลต่างกันอย่างไร

ว่าด้วยเรื่องของการ ขับรถยนต์ ขับเร็วหรือช้า เหตุผลต่างกันอย่างไร

แน่นอนว่าสไตล์การขับรถหรือพฤติกรรมการขับรถของแต่ละคนนั้นย่อมมีความแตกต่างกัน บ้างก็ชอบการขับรถเร็วๆ บ้างก็ชอบการขับรถช้าๆ ซึ่งทั้งสองแบบในการขับรถนี้ย่อมมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันไป วันนี้เราจะมาพูดถึงเหตุผลในการ ขับรถยนต์ เร็วและช้านี้มีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เอาล่ะใครอยู่ทีมไหนกันบ้าง ทีมช้าหรือทีมเร็วดี ถ้าพร้อมแล้วก็ตามมาดูข้อแตกต่างกันได้เลย

ทำไมบางคนถึงชอบการขับรถเร็ว?

1. บางคนชอบการขับรถเร็ว เพราะชอบสัมผัสความเร็ว ทำให้รู้สึกตื่นเต้นและท้าทาย

2. บางคนชอบขับรถเร็วเพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้เร็วขึ้น จะได้มีเวลาทำกิจกรรมที่ชื่นชอบมากขึ้น หรือได้ใช้เวลาท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่

3. บางคน ขับรถยนต์ ช้าๆ ไม่เป็น เพราะกลัวง่วงและอาจเกิดอุบัติเหตุได้ และแน่นอนการขับรถเร็วๆ ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้พอๆ กันหรืออาจสูงกว่าขับแบบช้าๆ ด้วยซ้ำ

4. บางคนไม่ชอบการขับรถเร็วแต่ก็ต้องขับ เพื่อฝึกประสาทสัมผัส เพราะถ้าขับช้าๆ จะเกิดความเคยชิน และในเวลาที่ต้องใช้ความเร็วสูงจะไม่ชิน ทำให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ จึงต้องมีการฝึกขับรถในหลายๆ แบบ เพื่อฝึกไว้ใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปนั่นเอง

เหตุผลของคนที่ชอบการขับรถช้าๆ ดีอย่างไร?

1. ชอบการเสพความสุขระหว่างทางกับวิวสวยๆ เพราะการขับรถเร็วนั้นต้องดูหลายๆ อย่างทั้งถนนและรถคันอื่นๆ ทำให้ดูเครียดเกินไป

2. การ ขับรถยนต์ ช้าๆ ย่อมมีความปลอดภัยมากกว่าเสมอ แต่ต้องไม่ไปขับขวางทางรถคันอื่น และต้องวางรถให้อยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัย ถึงแม้จะถึงจุดหมายช้ากว่าคนอื่นแต่ความปลอดภัยย่อมมาก่อนเสมอ และให้เน้นออกเดินทางก่อนเวลาหรือเลือกเดินทางในช่วงที่รถน้อยๆ ถนนโล่งๆ จะได้ไม่ต้องเร่งรีบมากนัก

3. ช่วยในการประหยัดน้ำมันได้ดีเซฟเงินในกระเป๋าไปได้เยอะ ทำให้มีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ทำอย่างอื่นได้อีก แต่อย่างไรก็ตามการจะประหยัดน้ำมันอาจต้องทดสอบหลายระดับความเร็ว เพื่อจะได้รู้ว่าความเร็วระดับใดที่เหมาะสมและประหยัดน้ำมันได้มากที่สุด

และนี่ก็คือเหตุผลของคนที่ชอบ ขับรถยนต์ ทั้งเร็วและช้า แน่นอนว่าทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยมีทั้งเรื่องที่ดีและมีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าใครจะชอบสไตล์การขับรถแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือต้องคำนึงถึงเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลักเสมอ

รูปภาพประกอบ : hugsinsurance.com

รูปภาพประกอบ : kitsadagoodcar.com

รูปภาพประกอบ : new.autoinfo.co.th

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

อยาก ซื้อรถมือสอง จะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

อยาก ซื้อรถมือสอง จะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

รถยนต์มือสอง ถือเป็นยานพาหนะทางเลือกที่ตอบโจทย์ใครหลายๆ คน โดยในปัจจุบันราคาของรถยนต์มือสองนั้นมีให้เลือกตั้งแต่ในราคาถูกหลักหมื่นไปยังหลักแสนหลักล้าน แต่การจะซื้อรถยนต์มือสองนั้นสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ารถมีราคาเท่าไหร่ เพราะหัวใจหลักก็คือค่าใช้จ่ายที่จะตามมาเมื่อมีรถนั่นเอง วันนี้เราก็เลยจะมาตอบข้อสงสัยว่าหากอยาก ซื้อรถมือสอง ต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง พร้อมแล้วก็มาเช็คกันเลย

• ซื้อรถยนต์มือสอง มีอายุการใช้งานประมาณ 3 – 5 ปี

สำหรับการ ซื้อรถมือสอง ที่มีอายุการใช้งานไม่มากนัก สิ่งที่ต้องเตรียมจ่ายก็คือราคาค่าตัวรถประมาณ 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ของราคารถป้ายแดงรุ่นนั้นๆ เช่น รถราคา 500,000 อาจเหลือเพียงแค่ 300,000 – 350,000 เป็นต้น โดยไม่มีค่าซ่อมแซมอะไรเพราะอายุการใช้งานยังน้อย หากไม่เคยมีอุบัติเหตุก็จ่ายแค่ราคาค่าตัวรถ ต่อจากนั้นก็ดูแลซ่อมบำรุงรักษาตามระยะทาง

• ซื้อรถยนต์เก่าที่มีอายุหลายปี แต่เจ้าของดูแลซ่อมบำรุงรักษาอย่างดี

ต่อมารถยนต์มือสองที่เจ้าของบำรุงรักษาอย่างดี อาจจะซื้อได้ในราคาถูกโดยที่ไม่มีค่าซ่อมแซม เพราะเจ้าของเดิมดูแลอย่างดี ทั้งเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและซ่อมบำรุงรักษาตามระยะทาง แต่รถแบบนี้หายากจริงๆ เพราะถ้าเจ้าของรถไม่มีปัญหาทางการเงินก็คงไม่ขายต่อแน่นอน

• ซื้อรถยนต์มือสอง ที่ลงประกาศขายตามเว็บไซต์ หรือในหนังสือซื้อขายรถ

สุดท้ายการ ซื้อรถมือสอง ที่ไม่รู้แหล่งที่มาที่ไปแบบนี้ ต้องอาศัยการวิเคราะห์หลายอย่างในการหาจำนวนเงินที่ต้องจ่ายจริงๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งรถยนต์ดีๆ มาไว้ใช้งาน โดยจะต้องพิจารณาจากรายจ่ายทั้ง 2 ด้าน ซึ่งก็คือ ราคาค่าตัวรถและค่าซ่อมแซม เพราะรถบางคันเป็นรถที่มีการใช้งานอย่างเดียว โดยที่ไม่มีการซ่อมแซมบำรุงรักษาแต่อย่างใด

สุดท้ายก็นำออกมาขายตามสภาพ ยางรถอาจหมดอายุ ยังไม่เคยเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเลย หรืออาจมีปัญหาน้ำยาแอร์บกพร่อง และปัญหาอีกมากมายหลายอย่างที่อาจพบได้จากรถประเภทนี้ บอกได้เลยว่าต้องเตรียมค่าใช้จ่ายไว้เยอะๆ เพราะรายจ่ายค่าซ่อมแซมรออยู่หลายหมื่นเลยทีเดียว

และนี่ก็คือคำตอบคลายข้อสงสัยที่หลายคนถามว่า ถ้าอยาก ซื้อรถมือสอง จะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนคงได้คำตอบกันแล้ว ว่าในการที่จะซื้อรถยนต์มือสองสักคันนั้นเราจะคิดแค่ราคาของตัวรถยนต์อย่างเดียวไม่ได้ แต่ควรคิดเผื่อค่าซ่อมแซมบำรุงรักษานู่นนั่นนี่เข้าไปด้วย โดยค่าซ่อมแซมบำรุงนั้นจะมีมากหรือน้อยก็ต้องอาศัยการวิเคราะห์สภาพของรถอีกที ซึ่งจะต้องคิดคำนวณให้ดีๆ ไม่อย่างนั้นอาจจะพลาดได้

รูปภาพประกอบ : kaidee.com

รูปภาพประกอบ : autoapp.sg

รูปภาพประกอบ : sybsearch.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

3 สัญญาณ ที่บ่งบอกว่าควรเปลี่ยน ผ้าเบรก โดยด่วน

3 สัญญาณ ที่บ่งบอกว่าควรเปลี่ยน ผ้าเบรก โดยด่วน

เชื่อว่าหลายคนคงจำไม่ได้แล้วว่าเปลี่ยนผ้าเบรกครั้งล่าสุดคือเมื่อไหร่หรือมีการใช้งานมานานแค่ไหนแล้ว โดยปกติแล้วผ้าเบรกนั้นจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 50,000 – 60,000 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าใช้งานได้ค่อนข้างนานเลย และนี่อาจทำให้หลายๆ คนมักลืมที่จะตรวจสอบกันว่ารถยนต์ของตัวเองใช้งานผ้าเบรกมานานแค่ไหน เพราะฉะนั้นวันนี้เราพามาเช็คดูกันว่า เราจะสามารถเปลี่ยน ผ้าเบรก เมื่อใดได้บ้าง

ผ้าเบรก มีความสำคัญอย่างไร?

ผ้าเบรก คือ ส่วนประกอบที่สำคัญมาๆ สำหรับรถยนต์ โดยทำหน้าที่ใช้ชะลอหรือหยุดความเร็วของรถยนต์ และเมื่อเราทำการเหยียบเบรก ผ้าเบรกก็จะดันจานเบรกเพื่อสร้างแรงเสียดทานเพื่อให้ล้อรถเกิดการชะลอตัว จึงทำให้ผ้าเบรกบางลงเรื่อยๆ ซึ่งผ้าเบรกที่บางมากแล้วอาจไม่สามารถห้ามรถให้หยุดได้ จึงเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างมาก เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่เราจะมาบอก 3 สัญญาณที่บ่งบอกว่าควรเปลี่ยน ผ้าเบรกด่วน โดยสามารถเช็คได้ ดังนี้

1. สัมผัสการเบรกไม่เหมือนเดิม

สำหรับอาการแรกนี้คงเห็นได้ชัดที่สุดเมื่อผ้าเบรกใกล้หมด เพราะส่งผลกระทบต่อการเบรกโดยตรง ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากเสียงที่ผิดปกติในขณะเหยียบเบรก เช่น เสียงดังเอี๊ยดๆ หรือดังครืดๆ เพราะนั่นหมายความว่า ผ้าเบรก บางจนเริ่มเหลือเพียงส่วนที่เป็นเหล็กแล้ว และหากมีอาการแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ อาจทำให้ส่วนของจานเบรกเสียหายได้ ดังนั้นทางที่ดีควรนำรถเข้าศูนย์แล้วเปลี่ยนผ้าเบรกในทันที

2. สังเกตไฟเตือนหน้าคอนโซล

ต่อมาให้คอยสังเกตไฟเตือนหน้าคอนโซล โดยจะมีสัญลักษณ์เป็นรูปตัว (P) ถ้าหากสัญลักษณ์นี้มีไฟขึ้นแสดงว่าระบบเบรกกำลังมีปัญหา ทั้งนี้อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อย่างเช่น น้ำมันเบรกรั่ว หรือผ้าเบรกเริ่มหมด ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนใหม่แล้ว

3. ต้องยกเบรกมือสูงกว่าปกติ

ปกติแล้วเวลาที่เราต้องจอดรถยนต์ไว้กับที่ก็จะต้องเข้าเกียร์จอดแล้วดึงเบรกมือขึ้นเสมอ ซึ่งถ้าหากเมื่อไหร่ที่ดึงแล้วรู้สึกว่าเบรกมือหลวมๆ จนต้องดึงให้สูงขึ้นกว่าปกติ นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า ผ้าเบรก เริ่มบางมากแล้ว ควรเข้าศูนย์เพื่อเช็คโดยด่วน

และนี่ก็คือ 3 สัญญาณเตือนว่าเราควรที่จะเปลี่ยน ผ้าเบรก ได้แล้ว เพราะผ้าเบรกคือหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ ที่ส่งผลต่อการขับขี่อย่างปลอดภัยบนท้องถนนนั่นเอง เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญและหมั่นตรวจสอบผ้าเบรก รวมถึงหมั่นสังเกตอาการผิดปกติเหล่านี้อยู่เสมอ เพื่อจะได้ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และเพื่อความปลอดภัยทั้งต่อตัวเอง คนรอบข้าง และเพื่อนร่วมเดินทาง

รูปภาพประกอบ : matichon.co.th

รูปภาพประกอบ : kcharoenyangyont.com

รูปภาพประกอบ : roojai.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

4 ปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงถึง เมื่อคิดจะซื้อ มอเตอร์ไซค์

4 ปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงถึง เมื่อคิดจะซื้อ มอเตอร์ไซค์

ปัจจุบันรถมอเตอร์ไซค์ถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด เพราะเป็นยานพาหนะที่คล่องตัว ช่วยอำนวยความสะดวกสบายเรื่องการเดินทาง ดังนั้นการที่จะซื้อ มอเตอร์ไซค์ สักคัน ทำให้ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจนาน เพราะเดี๋ยวนี้มีรถรุ่นใหม่ออกมาให้เลือกเพียบเลย แล้ว การเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้างนะ บทความจากเราวันนี้มีคำตอบให้คุณอย่างแน่นอน

1. ปัจจัยทางการเงิน

อันดับแรกหากคิดจะซื้อ มอเตอร์ไซค์ ก็คือ ควรวางแผนให้เหมาะสมกับสภาพการเงินมากที่สุด ไม่ว่าจะซื้อด้วยเงินสดหรือแบ่งผ่อนชำระก็ควรศึกษาข้อมูลให้ดีๆ ทั้งสินเชื่อการผ่อนหรือการดาวน์แต่ละบริษัท และนำมาเปรียบเทียบว่าเจ้าไหนเหมาะกับสภาพทางการเงินเรามากที่สุด และต้องแน่ใจว่าจะไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน

2. ลักษณะการใช้งาน

ต้องถามตัวเองว่าจะซื้อรถมอเตอร์ไซค์ไปทำอะไร และใช้งานแบบไหน เพราะรถมอเตอร์ไซค์มีหลายประเภท เช่น

• รถมอเตอร์ไซค์ครอบครัว ซึ่งจะเหมาะกับการใช้งานทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน เน้นทางที่ไม่ไกลมากนัก มีความคุ้มค่า อึดทนและประหยัดน้ำมัน

• รถมอเตอร์ไซค์ครอบครัวแบบสปอร์ต มีความทันสมัยกว่ารถแบบครอบครัว มีความคล่องตัวกว่า และเหมาะแก่การใช้งานบนท้องถนนทั่วไป

• รถมอเตอร์ไซค์แบบสกูตเตอร์ ( Scooter ) คล้ายกับรถครอบครัวแต่จะมีขนาดใหญ่กว่า ใช้ระบบเกียร์ออโตเมติกขับเคลื่อนด้วยสายพาน การใช้งานง่าย และเหมาะสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน

• รถมอเตอร์ไซค์แนวสปอร์ตอย่าง บิ๊กไบค์ มีความโฉบเฉี่ยว สมรรถนะสูง ดีไซน์เด่น แต่รถประเภทนี้จำเป็นต้องมีทักษะในการขับขี่มากพอสมควร เหมาะกับผู้ที่ชอบความเร็วและการขับขี่ใช้งานในระยะทางไกล

3. ฟังก์ชันการใช้งาน

นอกจากเรื่องอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยหลักในการซื้อรถมอเตอร์ไซค์แล้ว ฟังก์ชั่นการใช้งานของตัวรถก็สำคัญ ดังนั้นควรมองหาฟังก์ชันที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตของคุณให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความจุที่เก็บ ของ ขนาดที่นั่ง หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นต้น

4. บริการหลังการขาย

สุดท้ายควรเลือกซื้อ มอเตอร์ไซค์ จากร้านที่ได้มาตรฐานด้านการให้บริการ ที่มีศูนย์ซ่อมบริการมอเตอร์ไซค์และมีบริการหลังการขายที่ดี เพื่อที่รถของเราจะได้รับการดูแลและแก้ไขได้ทันท่วงทีเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น รวมไปถึงควรมีระยะเวลาการรับประกันที่เหมาะสมด้วย

และนี่ก็คือ 4 ปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงถึงเมื่อคิดจะซื้อ มอเตอร์ไซค์ คันใหม่ให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เราจะต้องคิดพิจารณาอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจซื้อ เพื่อให้สามารถเลือกซื้อรถมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ และมีความคุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดนั่นเอง สิ่งสำคัญซื้อมาเพื่อสร้างประโยชน์ และไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันจะดีที่สุด

รูปภาพประกอบ : blogs.peeramotosports.co.th

รูปภาพประกอบ : greatbiker.com

รูปภาพประกอบ : masii.co.th

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

เผยสาเหตุที่ทำให้ รถเหินน้ำ พร้อมวิธีการป้องกันในเบื้องต้น

เผยสาเหตุที่ทำให้ รถเหินน้ำ พร้อมวิธีการป้องกันในเบื้องต้น

การขับขี่บนท้องถนนในขณะที่ฝนตกหรือมีน้ำเจิ่งนองนั้นค่อนข้างอันตรายเลยทีเดียว เพราะเป็นช่วงเวลาที่รถยนต์มักเกิดอาการ รถเหินน้ำ ซึ่งเป็นอาการที่รถสูญเสียการควบคุมในชั่วขณะ แต่ก็อันตรายพอที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาพูดถึงสาเหตุที่ทำให้รถยนต์เกิดอาการเหินน้ำกัน พร้อมวิธีการป้องกัน เพื่อสร้างความเข้าใจและเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

ปัจจัยที่ทำให้รถเกิดอาการเหินน้ำ

1. สภาพถนน

โดยพื้นฐานแล้ว ยิ่งมีน้ำขังบนผิวถนนลึกมากเท่าใด โอกาสที่รถยนต์เกิดอาการเหินน้ำก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น หากผิวถนนเป็นพื้นคอนกรีตและมีน้ำท่วมขังเล็กๆ ที่เกิดจากฝนตกจนกลายเป็นแอ่งน้ำ โอกาสที่ รถเหินน้ำ และสูญเสียการควบคุมนั้นจะเกิดขึ้นง่ายกว่าถนนลาดยางมะตอย แต่ทั้งนี้ถนนลาดยางมะตอยก็จะมีความลื่นมากกว่าเมื่อเกิดฝนตก ดังนั้นไม่ควรใช้ความเร็วสูงขับฝ่าแอ่งน้ำเด็ดขาด

2. ความเร็ว

ยางรถยนต์จะต้องใช้เวลาในการรีดน้ำออก ยิ่งใช้ความเร็วสูงเท่าไรระยะเวลาในการรีดน้ำออกจากหน้ายางก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงในระหว่างที่เกิดฝนตก ดอกยางที่ไปทับบนแอ่งน้ำก็จะรีดน้ำออกได้ไม่ทัน ทำให้หน้ายางรถยนต์ไม่สัมผัสกับพื้นผิวถนน จึงเกิดอาการเหินน้ำลื่นไถลได้

3. ความลึกของดอกยาง

เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุด แม้แต่ยางรถที่ดีที่สุดก็ยังไม่สามารถต้านทานอาการเหินน้ำได้ ดังนั้นเมื่อดอกยางมีการสึกถึง 2/32 นิ้วหรือน้อยกว่านั้น ควรทำการเปลี่ยนยางที่สึกหรอโดยเร็วที่สุด เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยบนถนนขณะที่เกิดฝนตก

4. น้ำหนักรถ

เมื่อลองทำการเปรียบเทียบรถยนต์สองคันที่ได้ติดตั้งยางรถขนาดและประเภทเดียวกัน แต่พบว่ารถยนต์ที่มีน้ำหนักมากกว่านั้นได้เปรียบในเรื่องของการต้านทานอาการเหินน้ำได้มากกว่า เนื่องจากตัวรถจะมีแรงขับน้ำออกจากยางได้มากกว่านั่นเอง

วิธีการป้องกันอาการ รถเหินน้ำ

1. เมื่อเกิดฝนตกและบนพื้นถนนมีน้ำขัง ไม่ควรขับรถเร็วเกิน 70 – 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้ความระมัดระวัง ยิ่งถ้าเกิดฝนตกหนักจนมองไม่เห็นทาง ก็ให้รีบหาที่ปลอดภัยจอดรถแล้วค่อยเดินทางต่อ เพราะถ้าฝืนขับต่อไปอาจเกิดอันตรายได้

2. ยางรถยนต์ต้องมีดอกยางที่ลึกเสมอ ถ้ายางหัวโล้น หรือยางที่มีการใช้งานมายาวนานจนดอกยางหมดนั้น จำไว้เลยว่าอันตรายมาก

3. ห้ามปิดระบบ Traction Control เมื่อต้องขับรถบนพื้นถนนที่เปียก

จบกันไปแล้วกับ สาเหตุที่ทำให้ รถเหินน้ำ พร้อมวิธีการป้องกันในเบื้องต้น ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ เพื่อให้หลายคนได้ทำความเข้าใจ และตระหนักถึงอันตรายในช่วงเวลาเหล่านั้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมนำไปปรับใช้และปฏิบัติตามกันด้วยนะ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

รูปภาพประกอบ : car.kapook.com

รูปภาพประกอบ : thairath.co.th

รูปภาพประกอบ : naichangmashare.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

6 ข้อควรรู้ เมื่อต้อง ขับรถทางไกล เพื่อความปลอดภัย

6 ข้อควรรู้ เมื่อต้อง ขับรถทางไกล เพื่อความปลอดภัย

สำหรับบางคนแล้วการขับรถยนต์เดินทางไกลข้ามจังหวัดนั้นอาจเป็นเรื่องแสนปกติ แต่กับบางคนที่นานๆ ทีปีหนจะได้ขับออกต่างจังหวัดสักที ก็เป็นเรื่องชวนเครียดได้เหมือนกัน เนื่องจากรถเยอะการจราจรแน่นและแออัดจึงเกิดความกลัวได้ เอาล่ะวันนี้เราจะมาบอกสิ่งที่ต้องรู้ในการ ขับรถทางไกล เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ และคลายความกังวลลดลงไปได้เมื่อถึงเวลาต้องออกเดินทางจริงๆ

1. ความเร็วต้องสัมพันธ์กับรถคันอื่น

ข้อแรกความเร็วขณะขับขี่เป็นสิ่งสำคัญ โดยในแต่ละเลนบนถนนจะมีการใช้ความเร็วไม่เท่ากัน เลนซ้ายเหมาะกับรถบรรทุกที่ขับช้าๆ ส่วนเลนกลางและขวาสุดจะเหมาะกับรถคันที่ใช้ความเร็วมากขึ้น ดังนั้นต้องเลือกเลนให้เหมาะสมกับสไตล์การขับรถของตัวเอง

2. วางตำแหน่งรถให้อยู่ในจุดปลอดภัย

ควรรักษาระยะห่างจากรถคันอื่นๆ เพื่อเผื่อระยะให้สามารถเบรก หักหลบสิ่งกีดขวางได้เร็วและปลอดภัย และต้องดูตำแหน่งของรถคันอื่นๆ ที่อยู่ข้างหน้าด้วย เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมที่จะมองกระจกส่องหลังด้วย

3. ศึกษาแผนที่ก่อนเดินทาง

แม้จะมีอุปกรณ์นำทางอย่าง GPS แต่การ ขับรถทางไกล เราควรมีความรู้เรื่องแผนที่ไว้ก่อน ต้องดูว่าถนนแต่ละเส้นหมายเลขอะไร หลักกิโลเมตรที่เท่าไร ซึ่งจะต้องรู้อย่างละเอียด โดยปัจจุบันมี Google Street View เอาไว้ดูภาพถนนหนทางผ่านมือถือได้ เพื่อศึกษาเส้นทางและสภาพถนนล่วงหน้า ซึ่งนี่จะทำให้สามารถขับได้ง่ายขึ้น

4. ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

ถนนบางสายมีการจำกัดความเร็วและตั้งกล้องตรวจจับความเร็วเอาไว้ หากรถคันไหนวิ่งด้วยความเร็วเกินกว่าที่กำหนดก็จะถูกถ่ายภาพและส่งใบสั่งมาที่บ้าน อาจต้องเสียค่าปรับได้ ดังนั้นต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

5. เติมลมให้มากกว่าปกติ

ในการ ขับรถทางไกล นั้น ควรเติมลมยางให้มากกว่าปกติเล็กน้อย เพราะหากลมยางอ่อน อาจทำให้ยางมีโอกาสที่จะระเบิดได้

6. จอดพัก จอดนอน

สุดท้ายควรวางแผนในการจอดพักรถและพักคนเป็นระยะๆ หากรู้ตัวว่าขับไม่ไหวก็อย่าฝืน ควรมีเก้าอี้พับติดรถไว้ เช่น เก้าอี้สำหรับแคมป์ปิ้ง เผื่อไว้นั่งพักตามปั๊มน้ำมัน ซึ่งสามารถใช้นั่งงีบหลับได้ในตอนกลางวัน เพราะถ้าหลับในรถคงไม่ไหวแน่นอน เนื่องจากอากาศค่อนข้างร้อนเกินไป

และทั้งหมดนี้ก็เป็น 6 ข้อควรรู้ เมื่อต้อง ขับรถทางไกล เพื่อความปลอดภัย ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ เพื่อเป็นแนวทาวปฏิบัติสำหรับคนที่มีประสบการณ์ขับรถทางไกลค่อนข้างน้อย ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงอาจเป็นประโยชน์ และความรู้เพิ่มเติมที่สามารถนำไปปรับใช้ในสถานการณ์จริงได้

รูปภาพประกอบ : ktc.co.th

รูปภาพประกอบ : energy-reform.com

รูปภาพประกอบ : bangkokbiznews.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

การพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ที่ถูกต้องและปลอดภัย

การพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ที่ถูกต้องและปลอดภัย

         ใครที่ขับรถ คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาแบตเตอรี่หมด รถสตาร์ทไม่ติดอย่างแน่นอน บทความนี้จึงได้นำความรู้สำหรับการพ่วงแบตเตรี่ที่ถูกต้องให้ ว่าการพ่วงที่ถูกต้องต้องทำอย่างไรบ้าง หลายๆคนยังพ่วงผิด อาจจะทำให้เกิดปัญหาเพิ่ม และอันตรายด้วย

         วิธีการพ่วงแบตเตอรี่ที่ถูกต้อง

            1.อุปกรณ์ที่ต้องใช้คือ สายพ่วงแบตเตอรี่จำนวน 2 เส้น คือเส้นที่เป็นขั้วบวก และเส้นที่เป็นขั้วลบ ส่วนใหญ่สายที่เป้นมาตรฐานสีแดงจะเป็นขั้วบวก เวลาซื้อสายพ่วงแบตให้สัเกตว่าสายต้องไม่มีรอยต่อ

            2.ประเด็นที่สอง คือรถอีกคันที่จะมาช่วยเหลือ หลายคนยังไม่เข้าใจ ว่าถ้ารถคุณเป็นรถปิดอัพ รถที่มาช่วยไม่ควรเป็นรถเก๋ง เพราะรถปิดอัพจะใช้แรงบิดสูงในกระสตาร์ท และขนาดของแบตเตอรี่ของรถปิดอัพและรถเก๋งก็ไม่เท่ากัน จึงอาจทำให้รถเก๋งที่มาช่วยเกิดการเสียหาย ดังนั้นถ้าคุณเป็นรถปิดอัพ ควรให้รถปิดอัพด้วยกันช่วย

            3.วิธีการพ่วง อย่างแรกคือ เอาสาวยพ่วงขั้วบวกหนีบเข้ากับขั้วบวกของรถที่ต้องการให้ช่วย และเอาขั้วบวกอีกปลายหนีบเข้ากับขั้วบวกของคันที่มาช่วย

            4.เอาสายชั้วลบหนีบเข้ากับคันที่มาช่วยเหลือก่อน ส่วปลายขั้วลบที่เหลืออีกข้าง ไปหนีบไว้กับขาคอมแอร์ที่เป็รโลพะ อย่าไปหยิบที่ขั้วลบ

            5.เมื่อหนีบอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว สตาร์ทรถคันที่มาให้ความช่วยเหลือก่อน โดยไม่ต้องเร่งเครื่อง แล้วกลับมาสตาร์ทรถคันที่ต้องการความช่วยเหลือเลย

            6.สำหรับการถอดสายพ่วง ให้ถอดที่ขั้บลบของคนที่ต้องการความช่วยเหลือก่อนแล้วมาถอดอีกฝั่งของคันที่มาช่วยเหลือ ขั้วบวกก็เช่นกัน ถอดคันที่ขอความช่วยเหลือก่อน แล้วจึงมาถอดคันที่มาช่วยเหลือ

            7.สายพ่วงแบตเจอรี่ทั้ง 2 เส้น เมือนถอดแล้วให้วางลงพื้นเลย ป้องกันการช็อต

            8.ที่สำคัญผู้ขับขี่จะต้องรู้จักขั้วบวกขั้วลบให้แม่ เพราะถ้าสลับขั้วปิดจะทำให้เกิดอันตรายฟิวส์ระเบิดได้

            และนี่คือขั้นตอนและเนื้อหาง่ายๆแต่สำคัญของการพ่วงแบตเตอรี่ให้ถูกต้อง และสิ่งที่คนขับรถทุกคนจะลืมไม่ได้คือ ในรถของคุณควรเตรียมสายพ่วงแบตเตอรี่ไว้ให้พร้อม ควรมีความยาวของสายพ่วงสัก 4-5 เมตร  คงน่าเสียดายถ้าเกิดกรณีแบตเตอรี่หมด รถสตาร์ทไม่มี มีคนมาคอยช่วยเหลือคุณเพื่อช่วยพ่วงแบตเตอรี่ แต่คุณเองกลับไม่มีสายพ่วงแบตเตอรี่เตรียมไว้ เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่า เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ที่ไหนอย่างไร ดังนั้นมีติดรถไว้จะอุ่นมากกว่า  อ้อ อย่าลืมติดไฟฉายกระบอกเล็กๆไว้สักกระบอกก็ดีนะ เผื่อเกิดเหตุการณ์ในการกลางคืน

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

ชาร์จมือถือในรถ ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จริงหรือไม่? พร้อมคำแนะนำการชาร์จที่ถูกต้อง

ชาร์จมือถือในรถ ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จริงหรือไม่? พร้อมคำแนะนำการชาร์จที่ถูกต้อง

เชื่อว่าหลายคนชอบการชาร์จแบตเตอรี่มือถือบนรถยนต์ เพราะทำง่ายสะดวกรวดเร็วทันใจไม่ยุ่งยากนั่นเอง และพอชาร์จบ่อยๆ เข้าก็มีคำถามและข้อสงสัยเกิดขึ้นมาว่า ถ้าหากว่าเรา ชาร์จมือถือในรถ บ่อยๆ เนี่ยจะส่งผลเสียทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมลงหรือไม่อย่างไร ซึ่งวันนี้เราก็มีคำตอบมาฝากกันแน่นอน พร้อมคำแนะนำในการชาร์จที่ถูกต้องและปลอดภัยด้วย หากใครอยากรู้คำตอบแล้วก็ตามมาอ่านข้อมูลกันเลย

ชาร์จมือถือในรถ ส่งผลให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมหรือไม่?

สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์บนรถยนต์นั้น ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แบตเตอรี่ของรถยนต์เสื่อมแต่อย่างใด เพราะมันเป็นการดึงเอาไฟจากแบตเตอรี่รถยนต์มาใช้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ส่วนสาเหตุหลักๆ ที่เป็นตัวต้นเหตุทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมนั้นมีมากมายหลายปัจจัย ไม่ได้เกิดจากการที่เราชาร์จมือถือบนรถยนต์เพียงอย่างเดียวแน่นอน

แต่สิ่งที่ควรเป็นห่วงก็คือ การเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่มือถือ เพราะแบตเตอรี่ของรถยนต์จะต้องจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีหลายชิ้นภายในตัวรถ ดังนั้นแรงดันไฟฟ้าอาจไม่คงที่และไม่สม่ำเสมอ ซึ่งนี่จะทำให้แบตเตอรี่มือถือเสื่อมสภาพเร็วลงมากกว่าปกติ

คำแนะนำสำหรับการ ชาร์จแบตเตอรี่มือถือในรถยนต์ ที่ถูกต้องและปลอดภัย

1. ไม่ควรเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ทิ้งเอาไว้ก่อนทำการสตาร์ทเครื่อง แต่ควรที่จะสตาร์ทเครื่องก่อน แล้วจึงค่อยเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่มือถือ เพราะกระแสไฟฟ้าตอนที่เราทำการสตาร์ทเครื่องจะมีความกระชากขึ้นลง อาจทำให้แบตเตอรี่มือถือเกิดความเสียหายได้

2. ควรเลือกสายชาร์จที่เป็นของแท้ไว้ก่อน หรือเลือกสายชาร์จที่เป็นยี่ห้อได้มาตรฐานเท่านั้น เพื่อประสิทธิภาพการจ่ายไฟที่ดียิ่งขึ้น

3. ควรชาร์ตแบตเตอรี่จาก Power Bank ดีกว่าการเสียบ ชาร์จมือถือในรถ โดยตรง เพราะมีความปลอดภัยกว่าและไม่ทำให้แบตเตอรี่มือถือเสื่อมด้วย แต่มีข้อควรระวังอย่างยิ่งก็คือ ห้ามชาร์จแบตเตอรี่มือถือกับ Power Bank ทิ้งไว้ในรถยนต์ขณะที่จอดตากแดดไว้ เพราะก่อให้เกิดความเสี่ยงอาจทำให้มีการระเบิดขึ้นได้

จบกันไปแล้วกับการไขข้อสงสัยว่า ชาร์จมือถือในรถ ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จริงหรือไม่? พร้อมคำแนะนำการชาร์จที่ถูกต้อง เพราะแบตเตอรี่ถือเป็นส่วนสำคัญของรถยนต์ที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งแน่นอนแล้วว่าการชาร์จแบตเตอรี่มือถือไม่ได้เป็นสาเหตุหลักในการทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมเลย แต่ยังมีเหตุปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่เราอาจมองข้ามไป ดังนั้นหมั่นดูแล สังเกต แบตเตอรี่รถยนต์อยู่เสมอ ถ้าหากถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนก็ควรทำโดยเร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

รูปภาพประกอบ : ocwriter.com

รูปภาพประกอบ : mobile.kapook.com

รูปภาพประกอบ : rabbitcare.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ 
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook 

จอดรถตากฝน ส่งผลเสียอย่างไร และมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไรได้บ้าง

จอดรถตากฝน ส่งผลเสียอย่างไร และมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไรได้บ้าง

เริ่มเข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้ว หลายคนติดนิสัยการจอดรถกลางแจ้ง รู้หรือไม่ว่าการจอดรถตากแดดตากฝนไว้แบบนั้นอาจส่งผลเสียได้ วันนี้เราจึงอยากจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับผลเสียของการจอดรถกลางแจ้ง พร้อมวิธีการดูแลหากต้อง จอดรถตากฝน เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับใครหลายคนในช่วงหน้าฝนแบบนี้ เอาล่ะรายละเอียดข้อมูลจะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาอ่านกันเลย

1. จอดรถตากฝน ทำให้สีรถหมองลง

อย่างที่ทราบกันดีว่ารังสี UV เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้รถสีหมองลง และน้ำฝนก็เป็นอีกหนึ่งตัวการใหญ่ที่มีส่วนทำให้สีของรถหมองลงได้ เพราะในอากาศเต็มไปด้วยมลภาวะและสารเคมีต่างๆ มากมาย รวมถึง ฝุ่นละอองน้อยใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเราก็ทราบกันดีว่ามันมีเยอะขนาดไหน ดังนั้นเมื่อฝนตกลงมาก็เป็นการนำเอาพวกฝุ่นและมลพิษเหล่านั้นตกลงมาด้วย ซึ่งพอตกลงมาโดนรถยนต์ที่จอดอยู่ แน่นอนว่าฝุ่นละอองพิษเหล่านั้นก็มาติดอยู่บนสีที่เคลือบรถ และเมื่อทิ้งไว้นานๆ เข้าจึงเกิดเป็นคราบฝังแน่น จนส่งผลให้สีรถดูหมองลงนั่นเอง

2. จอดตากฝนทำให้เครื่องยนต์พังได้

แน่นอนว่าสิ่งที่มาพร้อมกับน้ำฝนก็คือเรื่องของความชื้น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวการอันตรายที่จะทำให้รถยนต์เสื่อมสภาพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเครื่องยนต์เจอกับความชื้นสะสม ส่งผลให้การสตาร์ทรถยนต์เป็นเรื่องยากมากยิ่งขึ้น

วิธีการดูแลรถยนต์เมื่อจำเป็นต้อง จอดรถตากฝน

• บางครั้งเราก็ไม่สามารถเลี่ยงการจอดรถกลางแจ้งได้ และยิ่งช่วงหน้าฝนแบบนี้ด้วยแล้ว บางคนก็มีความจำเป็นที่ต้องจอดรถตากฝนไว้ ดังนั้นเมื่อฝนหยุดตกแล้วสิ่งที่ควรทำก็คือ ล้างรถด้วยน้ำสะอาดจนกว่าคราบและฝุ่นที่เกาะอยู่จะออกเกลี้ยง จากนั้นก็เช็ดให้แห้งโดยไม่ต้องรอให้รถแห้งเอง เพราะนั่นเป็นการปล่อยให้ฝุ่นและคราบยิ่งฝังแน่นไปกับสีรถ และหากมีเวลาก็ควรนำรถไปเคลือบสีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันสีรถหมอง และเป็นการเสริมเกราะป้องกันสีรถอีกด้วย

• ถ้าใครมีเวลาว่างแบบไม่เร่งรีบ แนะนำว่าควรล้างรถด้วยวิธีล้างรถแบบที่คุ้นเคย เสร็จแล้วจึงใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดรถให้แห้งสนิท และอย่าลืมเช็ดที่บริเวณขอบยางด้านในด้วย เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้แบบชื้นๆ อาจทำให้ขึ้นราได้

จบกันไปแล้วกับ ผลเสียของการ จอดรถตากฝน พร้อมวิธีการดูแลรถ หากจำเป็นต้องจอดตากฝนจริงๆ แบบเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามอย่าลืมจำและนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้กันนะ เพราะนี่ก็เข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้วด้วย เชื่อว่าคงเป็นประโยชน์กับใครหลายๆ คน ที่อาจได้นำไปใช้ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

รูปภาพประกอบ : prosoftgps.com

รูปภาพประกอบ : auto.mthai.com

ติดตามบทความเรื่องรถได้ที่ รวมเรื่องรถ
เวปไซด์ automotive-story.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook